บทความ

ดูข่าวบทความทั้งหมด >>

 

 

พิธีไหว้ครูและครอบครูนาฏศิลป์ไทย

 

พิธีไหว้ครูและครอบครูนาฏศิลป์ไทย (ตีพิมพ์ในวรสารมนุษยศาสตร์  ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม  2547)
นุชนาฏ  ดีเจริญ (รองศาสตราจารย์นุชนาฏ  ดีเจริญ  อาจารย์ประจำสาขาวิชานาฏศิลป์ไทย  ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์  คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร)

“….ศรี ศรีวันนี้เป็นวันดี  ขอให้เจริญศรีสุขสวัสดิ์  ตั้งใจปฏิพัทธิ์  นมัสการพระชินสีห์  ยอกรขึ้นเหนือเกล้า  ประณตนิ้วดุษฎี  คุณพระปกเกศี  ทุกค่ำเช้าและเพลางาย  อนึ่งข้าจะไหว้   พระอิศวร  พระนารายณ์  เทพ  และเทวดาทั้งหลาย  ทั้งบิดามารดา  คุณครูบาอาจารย์ที่ท่านได้สั่งสอนมา  ขอคุณครูจงรักษาให้ข้าพเจ้าอยู่เย็นเป็นสุข…”
พุทโธสวัสดีมีชัย  ธัมโมสวัสดีมีชัย  สังโฆสวัสดีมีชัย

จากบทไหว้ครูข้างต้นนี้  คงจะเป็นที่คุ้นเคยของผู้คนในแวดวงนาฏศิลป์และดนตรีไทย  รวมไปถึงศิลปิน  ดาราต่างๆ ที่เคยเข้าร่วมพิธีไหว้ครูมาก่อน  การไหว้ครูเป็นวัฒนธรรมของชาวไทย ที่ยึดถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ  พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทยก็เช่นกันเป็นพิธีที่ศิษย์สาขานาฏศิลป์ไทย พึงกระทำต่อครู – อาจารย์และผู้มีพระคุณ  เป็นข้อปฏิบัติที่ได้รับการปลูกฝังให้มีอยู่ในจิตใจของศิษย์ทุกคน ที่จะแสดงความกตัญญูต่อครู – อาจารย์ ด้วยการบวงสรวงบูชา  ดังเห็นได้จากการกำหนดให้ประกอบพิธีไหว้ครูในขั้นตอนของการเรียน   ซึ่งเรียกว่า  การคำนับครู  โดยครูผู้ใหญ่จะเป็นผู้กำหนดวัน  ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดวันพฤหัสบดีเป็นวันประกอบพิธี   โดยอัญเชิญศีรษะครูที่สำคัญ เช่น พระภรตฤษี และพระพิราพ  จัดตั้งในที่อันควร มีดอกไม้ธูปเทียนตั้งบูชา  ครูผู้ใหญ่กล่าวนำให้ผู้จะเข้ามาเป็นศิษย์ ถวายดอกไม้ ธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย  บูชาครู  จากนั้นจะคัดเลือกศิษย์ใหม่แยกตามประเภทของตัวละคร(พระ นาง ยักษ์ ลิง) และจับมือให้หัดรำเป็นปฐมฤกษ์(ท่าแรกที่หัดรำ คือ ท่าถวายบังคม) จากนั้นแต่ละฝ่ายก็จะแยกไปฝึกหัดกับครูของตน  ซึ่งการไหว้ครูในลักษณะนี้ยังนิยมจัดในการซ้อมการแสดงที่สำคัญๆ  ซึ่งจัดเป็นการภายในเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น
ผู้ครอบศีรษะ พระภรตฤษี  พระพิราพ  และเทริด  ให้กับศิษย์  พร้อมทั้งเจิมจุณ  ให้ใบไม้มงคลทัดหู แล้วประพรมน้ำพระพุทธมนต์ซึ่งศีรษะโขนทั้ง 3 ศีรษะที่ใช้ครอบมีความหมายดังนี้
1.  พระภรตฤษี  เป็นครูท่านแรกที่จดจำท่ารำของพระอิศวรที่ลงมาถ่ายทอดในโลกมนุษย์  และเป็นผู้แต่งตำรานาฏยศาสตร์ขึ้น
2.  พระพิราพ  เป็นปางหนึ่งของพระอิศวรผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำ
3.  เทริด  เป็นสัญลักษณ์ของละครแบบแรก  คือ ละครโนราห์ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ เทริด เป็นเครื่องประดับศีรษะที่ใช้ได้ทั้งพระและนาง  การครอบด้วยเทริดจึงเท่ากับว่ารับบทบาทได้ทั้งพระและนาง
เมื่อศิษย์เรียนสูงขึ้นและพร้อมที่จะถ่ายทอดวิชานาฏศิลป์ได้  จะต้องเข้าร่วมพิธีไหว้ครูในพิธีรับมอบ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการครอบ  เมื่อผู้ประกอบพิธีครอบศีรษะต่างๆ ให้แล้ว  จะมอบกำอาวุธ  บางครั้ง เรียกว่า เครื่องโรง ประกอบด้วย อาวุธที่ใช้ในการแสดง  เช่น  หอก  ดาบ  กระบองเงาะ  พลอง  ศร  พระขรรค์ จักร คทา ตรี ไม้คลี ฯลฯ  มัดรวมเป็นกำ ส่งมอบให้กับศิษย์พร้อมทั้งประสาทพรและอนุญาตให้เป็นครูถ่ายทอดให้กับศิษย์รุ่นต่อไปได้
การไหว้ครูนาฏศิลป์ดังที่กล่าวมาแล้ว เป็นพิธีที่ศิษย์นาฏศิลป์ทุกคนจะต้องเข้าร่วมพิธีจนกว่าจะจบการศึกษาออกมาเป็นครู หรือเป็นศิลปินตามที่ตั้งใจ  แต่ยังมีพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ที่ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ความสามารถทางด้านนาฏศิลป์อยู่ในขั้นสูงเป็นชายที่บวชเรียนแล้วมีคุณวุฒิ วัยวุฒิ ครูผู้ใหญ่ จึงจะทำการสอนให้ก่อนทำการสอนจะประกอบพิธีไหว้ครูแล้วจึงต่อท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ  ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์สูงสุดทั้งทางดนตรีและนาฏศิลป์
นอกจากนี้ ยังมีพิธีไหว้ครู  เพื่อเป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครู โขน ละคร  หรือรับมอบให้เป็นผู้ประกอบพิธีต่อไป  เป็นส่วนหนึ่งของการครอบ  เมื่อเสร็จสิ้นพิธีครอบและรับมอบแล้ว  ผู้ประกอบพิธีให้ศิษย์ที่มีความสามารถ มีคุณสมบัติครบถ้วนตามขนบบัญญัติ ให้เข้ามาแล้วประกอบพิธีครอบ  และมอบตำราอุปกรณ์ในการประกอบพิธี  พร้อมทั้งประสิทธิ์ประสาทกรรมสิทธิ์ และพรมงคลให้ ในท่ามกลางครูผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน  ศิษย์เมื่อได้รับการอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูได้แล้ว จะต้องปฏิบัติตนให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหารอย่างครบถ้วน  จะยึดมั่นอยู่เสมอว่า  ถ้าครูผู้มอบให้ยังมีชีวิตอยู่และสามารถประกอบพิธีได้  ตนเองจะไม่ประกอบพิธีนอกจากครูจะอนุญาต
การประกอบพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ภาค คือ
1.  ภาคพิธีสงฆ์  เริ่มพิธีด้วยการสวดมนต์เย็นในวันพุธ  ครูและศิษย์ที่เข้าร่วมพิธีทุกท่านเตรียมดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาพระ  เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จแล้ว  ประพรมน้ำมนต์ให้ผู้เข้าร่วมพิธี  ต่อจากนั้นในเช้าวันพฤหัสบดีจะทำการทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์  พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์  ประพรมน้ำมนต์ให้ผู้เข้าร่วมพิธี  ถือเป็นการเสร็จพิธีสงฆ์
2.  ภาคพิธีไหว้ครู   หลังจากประกอบพิธีสงฆ์เสร็จแล้วจึงเริ่มประกอบพิธีไหว้ครูในขั้นตอนต่อไปนี้
2.1  การบูชาพระรัตนตรัย  กำหนดให้จัดที่บูชาพระพุทธรูปไว้ทางขวาของสถานที่ประกอบพิธี  แยกต่างหากจากมณฑลพิธีไหว้ครู  เนื่องจากเครื่องสังเวยกระยาบวชนานาชนิด บางอย่างเป็นอบายมุขในพุทธศาสนา เช่น เหล้า และอาหารสดคาว  ที่เป็นของดิบ

2.2  การบูชาครู  หลังจากบูชาพระรัตนตรัยแล้ว  ผู้ประกอบพิธีจุดเทียนชัย เทียนทองและเทียนเงิน  (ปัจจุบันให้เกียรติประธานในพิธีเป็นผู้จุด)  เสกน้ำพระพุทธมนต์แล้วเรียกเพลงหน้าพาทย์สาธุการ  บูชาเทพยดาและครูปัธยายด้วยบทบูชาสลับกับการเรียกเพลงหน้าพาทย์ (เพลงหน้าพาทย์  คือ เพลงที่ใช้ประกอบกริยาอาการของ คน สัตว์สิ่งของ หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ) โดยแยกบูชาครูเป็น 4 ขั้นตอนคือ
1)  บูชาเทพทางด้านนาฏศิลป์ เช่น  พระอิศวร  พระนารายณ์  พระพิฆเนศ  พระอินทร์และเทพอื่นๆ
2)  บูชาดุริยเทพที่สำคัญ  คือ  พระประคนธรรพ  ครูปัธยายต่างๆ สุดท้ายบูชาพระพิราพ
3)  สรงน้ำเทวรูป  โดยเชิญเทวรูปต่าง ๆ ลงในถาด  ครูและศิษย์สรงน้ำเทวรูปด้วยสังข์แล้วเจิมจุณ  ผู้ประกอบพิธีนำน้ำที่สรงไปประพรมให้กับศิษย์  (ปัจจุบันนำ  น้ำสรงเทวรูป  ไปใส่รวมในน้ำพระพุทธมนต์ที่เสกไว้ตอนแรกส่วนหนึ่ง  อีกส่วนหนึ่งนำไปประพรมหน้าโขนในมณฑลพิธี)
4)   ถวายเครื่องสังเวย  ครูและศิษย์ยกเครื่องสังเวยทั้งหมด  แล้วรำถวายในเพลงหน้าพาทย์เชิดแล้ววางเครื่องสังเวยหันหน้าเข้าที่บูชา  ปี่พาทย์ทำเพลงนั่งกิน  เซ่นเหล้าเสร็จแล้วผู้เข้าร่วมพิธีรำเพลงหน้าพาทย์โปรยข้าวตอก เป็นการบูชาเทพยดา  ครู  อาจารย์  ข้าวตอกดอกไม้

2.3  ภาคพิธีครอบครู   เป็นขั้นตอนพิธีกรรมที่ดำเนินติดต่อกันจากพิธีไหว้ครู จนเป็นที่เข้าใจ กันว่า  เมื่อเอ่ยถึงพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย ย่อมรวมถึงพิธีครอบด้วย  การครอบครู  ผู้ประกอบพิธี จะนำศีรษะครู  หรือหัวโขนสำคัญครอบลงบนศีรษะ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความหมายดังนี้
1)  อนุญาตให้เรียนเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง
2)  อนุญาตให้เป็นครูสอนผู้อื่นได้   จึงเรียกว่ารับมอบ
ภาคพิธีครอบครู เริ่มด้วย  ผู้ประกอบพิธีสมมติตนเป็นพระภรตฤษีเข้าสู่มณฑลพิธี ด้วยเพลงหน้าพาทย์เสมอเถร  หลังจากพิธีครอบ – รับมอบ ในตอนท้ายเป็นการส่งครูกลับทิพยวิมาน  พระภรตฤษีกลับออกไปด้วยหน้าพาทย์พราหมณ์ออก  ปี่พาทย์ทำเพลงกราวรำเป็นเสร็จพิธี  ในการประกอบพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทยนอกจากความสำคัญของพิธีทั้ง 3 ภาค    ดังกล่าวแล้วยังมีองค์ประกอบของพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย ที่สำคัญอีก 2 ส่วน  คือ   
1. ส่วนของพิธีกรรม  แบ่งได้ดังนี้
1.1 วันที่นิยมประกอบพิธีไหว้ครู กำหนดให้เป็นวันพฤหัสบดีวันเดียวเท่านั้น
1.2 เดือนที่นิยมประกอบพิธีไหว้ครู  ให้ประกอบพิธีไหว้ครู – ครอบ ในเดือนคู่ เช่น เดือน 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 8  เดือน 10 เดือน 12  และเดือนคี่ที่นิยมประกอบพิธีไหว้ครู คือ เดือน 9  เพราะถือว่า เลข 9 เป็นเลขมงคลของไทย  ในบางครั้งนิยมระบุวันทางจันทรคติ คือ วันที่เป็นข้างขึ้น ถือว่าเป็นวันฟู เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง
1.3 การจัดมณฑลพิธี  นิยมจัดเป็น 3 ส่วน คือ
1)  มณฑลพิธีสำหรับสังเวยบูชาเทพยดา ครู อาจารย์ทางฝ่ายนาฏศิลป์  จัดตั้งเป็นอัฒจันทร์ใหญ่เชิญศีรษะโขนจัดตั้งลดหลั่นตามความสำคัญ
2)  มณฑลพิธีสำหรับบูชาพระรัตนตรัยอยู่ทางขวามือของมณฑลพิธีบูชาเทพยดาครู–อาจารย์ทางฝ่ายนาฏศิลป์ประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นประธาน
3)  มณฑลพิธีสำหรับบูชาเทพยดา ครู – อาจารย์ ทางฝ่ายดุริยางค์ และเป็นที่ตั้งของวงปี่พาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบพิธี  ในปัจจุบันนิยมจัดมณฑลพิธีใน ข้อ 1 ยกเว้นตะโพนซึ่งดุริยางคศิลปินเชื่อว่า เป็นที่สิงสถิตของพระประคนธรรพ  จะต้องจัดผ้าขาวปูรองตะโพน  และมีผ้าขาวยาว 3 เมตร พับตามยาวแล้วพันรัดอกตะโพนเรียกว่า “ผ้ารัดอก” พร้อมทั้งดอกไม้  ธูปเทียน  บูชาโดยเฉพาะ
1.4  การจัดตั้งศีรษะโขน  แบ่งออกเป็น 2 อย่าง  โดยมีจุดประสงค์ในการประกอบพิธี ดังนี้
1) การจัดอย่างย่อ  ใช้ในโอกาสต่างๆ  ได้แก่การไหว้ครูเมื่อเริ่มเรียน (คำนับครู)  การไหว้ครูเพื่อซ้อมการแสดงที่สำคัญๆ ซึ่งพิธีนี้จัดเป็นการภายในเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนไม่มากนักการจัดตั้งศีรษะโขน จัดเฉพาะศีรษะโขนที่สำคัญ  ได้แก่  ศีรษะพระภรตฤษี   มีลักษณะเป็นหน้าชายแก่ที่มีลักษณะใจดี  ซึ่งนาฏศิลปินเคารพนับถือในฐานะครูคนแรก  ศีรษะพระพิราพ เป็นหน้ายักษ์โล้น สีดำ หรือสีม่วงแก่  ปากแสยะ  ตาจรเข้  นาฏศิลปินเคารพนับถือในฐานะเป็นผู้ให้กำเนิดการรำ   โดยให้พระภรตฤษีตั้งอยู่ทางขวาของที่บูชา  พระพิราพตั้งอยู่ทางซ้าย  และเชิญภาพถ่ายครูท่านสำคัญที่ล่วงลับไปแล้วพร้อมทั้งเครื่องบูชา  ดอกไม้ ธูป เทียน  และอาจมีเครื่องสังเวยเพียงเล็กน้อย  เช่น ผลไม้  สำหรับผู้นำในการประกอบพิธีไหว้ครูแบบนี้ ไม่มีกฎเกณฑ์โดยเฉพาะ  แต่เท่าที่ปฏิบัติสืบกันมาใช้ครูอาวุโส  จะเป็นหญิงหรือชายก็ได้เป็นผู้นำการไหว้ครู
2)  การจัดอย่างเต็มพิธี  เป็นการไหว้ครูที่มีพิธีครอบ  ซึ่งจะต้องจัดตามแบบแผนที่มีมาแต่โบราณ  คือ จัดตั้งโต๊ะเป็นอัฒจันทร์ใหญ่  สูง  4  ชั้น  แล้วปูด้วยผ้าขาวขริบริมแดง   เชิญศีรษะโขนจัดตั้งตามลำดับความ4สำคัญ ดังนี้
ชั้นที่  1  พระมหาเทพทั้ง 3  ได้แก่  พระอิศวร  พระนารายณ์  พระพรหม   โดย พระอิศวรอยู่ตรงกลาง  พระนารายณ์อยู่ด้านขวา  และพระพรหมอยู่ด้านซ้าย
ชั้นที่  2  เทพสำคัญทางด้านนาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์  ได้แก่  พระอินทร์  พระพิฆเนศ  พระประคนธรรพ  พระปัญจสิงขร  พระวิษณุกรรม  พระพิราพ  พระภรตฤษี  พระฤษีกไลโกฏ  เทพนพเคราะห์  โดยตั้งพระพิฆเนศและพระวิษณุกรรมอยู่ตรงกลาง   พระอินทร์  พระประคนธรรพ  พระภรตฤษี  พระฤษีกไลโกฏ  อยู่ทางขวา  พระปัญจสิงขร  พระพิราพ  เทพนพเคราะห์อยู่ทางซ้าย
ชั้นที่  3  ศีรษะโขนที่ใช้ในการแสดง  ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ  ซึ่งนาฏศิลปินเคารพนับถือ  ในฐานะครูที่จะต้องกราบไหว้บูชา  แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
ด้านขวาของมณฑลพิธี  จัดตั้งศีรษะโขน พระราม  พระลักษณ์  พระพรต  พระสัตรุด  พญาวานร  สิบแปดมงกุฏ และวานรบริวาร
ด้านซ้ายของมณฑลพิธีจัดตั้งศีรษะโขน  อสูรพรหมพงษ์  อสูรพงษ์  รากษส  สัมพันธมิตรกรุงลงกา   บริวารอสูร
ตรงกลาง  จัดตั้งศีรษะโขน  นรสิงห์  เงาะ  ช้างเอราวัณ  และศิราภรณ์ประเภทต่างๆ  เช่น  ชฎา  มงกุฎ  รัดเกล้า  กระบังหน้า  ปันจุเหร็จ  และกำอาวุธต่างๆ  (เครื่องโรง ) ที่ใช้สำหรับการรับมอบ
ชั้นที่  4  จัดวางเครื่องสังเวยต่างๆ
1.5 การจัดตั้งเครื่องสังเวย  เครื่องกระยาบวช  และเครื่องใช้ในพิธี  ตามโบราณนิยมจัดตามฐานะของงาน  เช่น  ถ้าเป็นพิธีหลวงจะจัดตั้งเครื่องคู่  ซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งของต่าง ๆ อย่างละ 2 สำรับ  จำนวน 3 คู่ ( เครื่องดิบ 1 คู่  เครื่องสุก 2 คู่ )  แต่ในปัจจุบัน  ระเบียบปฏิบัติของกรมศิลปากรนิยมจัดเครื่องสังเวย  2  คู่  ( เครื่องดิบ 1 คู่  เครื่องสุก  1 คู่ )  แต่ถ้าหากเป็นงานพิธี  หรือพระราชพิธีครั้งสำคัญยังคงใช้รูปแบบปฏิบัติตามแบบโบราณ คือ  เครื่องสังเวยกระยาบวช  3  คู่
หลักเกณฑ์การจัดวางนั้น  ในปัจจุบันให้จัดเป็น 2 ฝ่าย  คือ เครื่องดิบตั้งไว้ทางที่บูชาฝ่ายอสูร (ด้านซ้าย) ส่วนของสุกเป็นของเทพและครูฝ่ายมนุษย์ (ตั้งไว้ทางด้านขวา) เครื่องกระยาบวชตั้งไว้ตรงกลางระหว่างของดิบ – สุก  นอกจากนั้นยังต้องจัดเครื่องสังเวยทุกชนิดให้หันหน้าออกจากที่บูชา เมื่อยังมิได้กล่าวถวาย  และเมื่อกล่าวถวายแล้วให้กลับหันหน้าเครื่องสังเวยเข้าสู่ที่บูชา
การจัดวางเครื่องสังเวย มี 2 แบบ คือ  จัดวางเครื่องสังเวยไว้ตั้งแต่เริ่มประกอบพิธี  ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติในพิธีไหว้ครูพิธีหลวงซึ่งยังคงปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน และยกเครื่องสังเวยออกมาถวายในตอนถวายเครื่องสังเวย ด้วยเพลงหน้าพาทย์ชุบ  ซึ่งเป็นรูปแบบของพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี  สุวรรณภารต)เครื่องสังเวย 3 คู่ประกอบด้วย
1. หัวหมูดิบ มีหาง ขา ลิ้น ประกอบครบตัว         1    คู่
2. หัวหมูสุก มีหาง ขา ลิ้น ประกอบครบตัว         2    คู่
3. เป็ด  ไก่ดิบ มีเครื่องในพร้อม             1    คู่
4. เป็ด ไก่สุก มีเครื่องในพร้อม            2    คู่
5. ปูทะเล  ปลา กุ้งดิบ อย่างละ            1    คู่
6. ปูทะเล  ปลา กุ้งสุก  อย่างละ            2    คู่
7. เครื่องในสุกรดิบ อย่างละ            1    ที่
8. เครื่องในสุกร สุก อย่างละ            2    ที่
9. ไข่ดิบ    9 ฟอง                1    ที่
10.ไข่สุก 9 ฟอง                    2     ที่
11. ปลาช่อนแป๊ะซะ (ไม่ขอดเกล็ด) พร้อมน้ำพริกเผา  น้ำส้ม  2  ที่
12. ปลาช่อนดิบ                     1    ที่
13. บายศรีปากชาม                              3    คู่              
14.  มะพร้าวอ่อน                3    คู่              
15. กล้วยน้ำ (กล้วยน้ำไท)            3    คู่              
16. ขนมต้มแดง                    3    คู่              
17. ขนมต้มขาว                    3    คู่              
18. ขนมหูช้าง                    3    คู่
19. ขนมเล็บมือนาง                3    คู่
20. ขนมข้าวแขก                    3    คู่              
21. ทองหยิบ                    3    คู่
22. ทองหยอด                    3    คู่
23. ฝอยทอด                    3    คู่
24. ขนมหม้อแกง  ฟักทองแกงบวด        3    คู่
25. กับข้าวแขก (ข้าวหมกไก่  โรตี แกงมัสมั่น)      3    คู่
26. ขนุน                    3    คู่
27. ผลไม้ 7 ชนิด  ใส่โตก หรือ พาน        3    คู่
28. เผือก  มัน  หรือผลไม้ป่า            1    คู่
29. สุรา ( 28 ดีกรี )                2    ขวด
30. หมากพลู  บุหรี่  กัญชา  ไม้ขีดไฟ        3    ที่
31. น้ำเปล่า  น้ำชา  กาแฟ  อย่างละ        3    ที่
เครื่องใช้ในพิธีประกอบด้วย
1. เทียนชัย  (เทียนขี้ผึ้งแท้ หนัก  9 บาท)           1    เล่ม
2. เทียนเงิน  เทียนทอง ( เทียนขี้ผึ้งแท้ ปิด เงิน – ทอง)
หนัก 4 บาท  หรือ  6 บาท อย่างละ               1    เล่ม
3. เทียน  หนัก 1 บาท                9    เล่ม
4. ธูปหอมห่อใหญ่                                  2    ห่อ
5. ขันข้าวตอก  ดอกไม้ ขันใหญ่            2    ขัน
6. บาตรน้ำมนต์  บรรจุมะกรูดผ่าซีก 3 ลูก  ฝักส้มป่อย 3 ฝักใบไม้มงคล (ใบเงิน  ใบทอง  ใบนาค  ใบมะตูม  หญ้าแพรก  ดอกมะเขือ) มัดเป็นช่อ เท่ากับจำนวนผู้รับครอบ
7. สังข์  โถแป้งกระแจะจันทน์  ผ้าห้อยหน้าครู  น้ำอบ  น้ำปรุง  น้ำมันจันทน์   ทองคำเปลว

1.6  ผ้าห้อยหน้าครู  เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ใช้บูชาครูในพิธีไหว้ครู  เป็นผ้าขนาดเล็ก ขนาด 1 นิ้ว  คูณ  1.5 นิ้ว  มีขนาดใหญ่กว่านี้ได้เล็กน้อย  ชายด้านล่างเย็บริมติดพู่มีเชือกคล้องใช้สำหรับบูชาครู  โดยห้อยที่ศีรษะโขน  เครื่องดนตรี และอุปกรณ์การแสดงต่างๆ  รวมทั้งเทวรูป  แต่เดิมผ้าห้อยหน้าครูเป็นสีชมพู  ดังปรากฏในตำราครอบ โขน  ละคร ฉบับหลวงครั้งรัชกาลที่ 4  พ.ศ. 2397 ว่า  “ ผ้าสีชมพูห้อยหน้าโขนทุกๆ หน้า”  แม้ในพระราชพิธีไหว้ครู และครอบโขนละคร และปี่พาทย์ครั้งใหญ่  พ.ศ. 2457 ก็กล่าวว่าใช้ผ้าสีชมพู  แต่ในปัจจุบันใช้ผ้าห้อยหน้าครูสีแดง
การบูชาด้วยผ้านี้ สันนิษฐานว่าสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติบูชาด้วยการอาบน้ำ  ประแป้ง  และแต่งตัวให้กับสิ่งที่เคารพบูชา  ทั้งที่เป็นสิ่งของหรือบุคคล  เช่น การอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับบุพการีที่เคารพในเทศกาลสำคัญเช่นตรุษสงกรานต์ เป็นต้น
ในการประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูยังคงมีวิธีการปฏิบัติบูชาดังกล่าวในขั้นตอนของการสรงน้ำเทวรูป  ประพรมน้ำมนต์  เปรียบได้กับขั้นตอนของการอาบน้ำ  การจุณเจิมด้วยแป้งกระแจะจันทน์  เปรียบได้กับขั้นตอนของการประแป้ง  ส่วนการเปลี่ยนผ้าห้อยหน้าครูผืนใหม่เปรียบได้กับการนุ่งห่ม หรือการแต่งตัวนั่นเอง(ประเมษฐ์ บุณยะชัย.2540: 153)

1.7 วงปี่พาทย์ประกอบพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย  ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า   หรือเครื่องคู่   เพื่อบรรเลงเพลงหน้าพาทย์สำคัญตามที่ผู้ประกอบพิธี เป็นผู้เรียกให้บรรเลง และผู้บรรเลงจะต้องเป็นนักดนตรีชั้นครู เนื่องจากเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ในพิธีไหว้ครูเป็นเพลงที่มีความสำคัญ และจัดเป็นหน้าพาทย์ชั้นสูง  เงินกำนลบูชาครู เป็นเงินที่มอบให้ครูในพิธีไหว้ครู  เงินส่วนนี้มีจำนวนทวีคูณด้วยเลข   เช่น  6   บาท 12 บาท 24 บาท 36 บาท 108 บาทเป็นต้น
1.9  ขันกำนลบูชาครู  เป็นขันที่ใช้ใส่สิ่งของต่าง ๆ  ที่ใช้เป็นเครื่องบูชาครู ประกอบด้วย
1)  ดอกไม้มงคล  (ดอกเข็ม  ดอกมะเขือ  หญ้าแพรก)  หรือดอกไม้หอมใส่กระทงที่มีกรวยครอบเพื่อป้องกันมิให้เหี่ยวเฉา
2)  ธูป 1 แหนบ  เทียน 1 เล่ม ผ้าขาวสำหรับพอที่จะนำไปตัดเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ปัจจุบันใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาว 1 ผืน  เงินกำนลบูชาครู
2. ผู้ประกอบพิธีไหว้ครู   เป็นบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งในขณะประกอบพิธี  ซึ่งผู้ประกอบพิธีต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1.  เป็นศิลปินชายที่ฝึกหัดเป็นตัวพระ
2.  มีความสามารถทางด้านนาฏศิลป์ทั้งในด้านการแสดง และ การสอน เป็นที่เคารพนับถือในฐานะ  “ครู”   ของศิษย์และบุคคลทั่วไป
3.  อายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี  ผ่านการอุปสมบทในพระพุทธศาสนา
4.  มีความประพฤติดี  ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม  มีกิริยาวาจาเรียบร้อย
5.  ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือได้รับมอบกรรมสิทธิ์จากผู้ประกอบพิธีท่านเดิมในปัจจุบันพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย จะจัดเป็นประจำทุกปี ในสถานศึกษาสังกัดกรมศิลปากร  และสถานศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนด้านนาฏศิลป์   ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยนเรศวรจะจัดพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ในภาคเรียนที่ 1  เป็นประจำทุกปี โดยเชิญผู้ประกอบพิธีจากวิทยาลัยนาฏศิลปกรุงเทพฯ  หรือจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ซึ่งถือว่าเป็นผู้ประกอบพิธีของหลวง ปัจจุบันมีครูผู้ประกอบพิธี ที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ 5 ท่าน คือ
1.  ครูสมบัติ    แก้วสุจริต
2.  ครูไพฑูรย์    เข้มแข็ง
3.  ครูวีระชัย    มีบ่อทรัพย์
4.  ครูศุภชัย    จันทร์สุวรรณ
5.  ครูเผด็จ    พลับกระสงค์
นอกจากนี้อาจพบเห็นพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทยได้ในส่วนของการจัดพิธีไหว้ครูของศิลปินดารา นักแสดง ซึ่งผู้ประกอบพิธีมักจะเป็นครูผู้ประกอบพิธีจากกรมศิลปากรเช่นเดียวกัน

 

 

ที่มา : รองศาสตราจารย์นุชนาฏ ดีเจริญ

ข่าวเมื่อ : 07 Jun 10 / 15:46

โดย : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร