บทความ

ดูข่าวบทความทั้งหมด >>

 

 

รำมังคละสราญ

 


รองศาสตราจารย์นุชนาฏ ดีเจริญ  


อาจารย์รุ่งนภา ฉิมพุฒ

ชมวีดิทัศน์การแสดง
 


ประวัติความเป็นมาของการแสดงรำมังคละสราญ


    รำมังคละสราญเป็นรำมังคละที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่เพื่อร่วมประกวดในโครงการเทิดวิศิษฏศิลปินปิ่นสยาม เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒ ณ เวทีสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดพิษณุโลก โดยใช้ชื่อวงในการประกวดว่า “วงช่อแก้ว” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ในระดับภาคเหนือ และนำเข้าประกวดอีกครั้งในโครงการมหกรรมนันทนาการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับภาคเหนือ ควบคุมวงโดย รองศาสตราจารย์นุชนาฏ ดีเจริญ รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ฝึกซ้อมการบรรเลงดนตรีมังคละโดยอาจารย์คมกริช การินทร์ และอาจารย์วิษณุพล ศรีทับทิม ประดิษฐ์ท่ารำโดยอาจารย์รุ่งนภา ฉิมพุฒ และรองศาสตราจารย์นุชนาฏ ดีเจริญ แสดงโดยนิสิตและศิษย์เก่าสาขาวิชานาฏศิลป์ไทย และสาขาวิชาดุริยางค-ศาสตร์ไทย ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร การแสดงในครั้งแรกนั้นมีเนื้อร้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรียกชื่อชุดการแสดงว่า “เทิดวิศิษฏศิลปิน ยลยินมังคละ นบพระ ณ เมืองพิษณุโลก” ภายหลังได้นำการแสดงออกเผยแพร่สู่สาธารณชนในโอกาสต่างๆ ได้ปรับรูปแบบการแสดงเพื่อให้เหมาะสมโดยการตัดส่วนบทร้องออก คงเหลือเฉพาะดนตรีมังคละเท่านั้น และได้เปลี่ยนชื่อชุดการแสดงเป็น “รำมังคละสราญ” ได้มีโอกาสนำออกแสดงในการต้อนรับแขกของมหาวิทยาลัยนเรศวรและในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์และดนตรีไทยมาอย่างต่อเนื่อง


 


    วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งวงมังคละช่อแก้วคือเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่ดนตรีมังคละ ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน และวัฒนธรรมในเขตภาคเหนือตอนล่าง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก และเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้เป็นผู้สืบทอดศิลปวัฒนธรรม ในการแสดงมีองค์ประกอบต่างๆ ดังต่อไปนี้

เครื่องดนตรี 


    ใช้วงดนตรีมังคละ โดยมีเครื่องดนตรี คือ กลองโกร๊ก กลองยืน กลองหลอน ฉาบใหญ่ ฉาบเล็ก โหม่ง กรับ ปี่


ท่ารำ 


    เป็นการประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและสิ่งที่เด่นในจังหวัดพิษณุโลก เช่น ท่าไหว้พระ ท่าเทิดวิศิษฏศิลปิน ท่าเชิดชูเมืองพิษณุโลก ท่าหนุ่มสามล้อป้อสาวเรือนแพ ท่าเด็ดดอกปีบ ท่าไก่เหลืองหางขาว ท่าปลาตะเพียน ท่าน้ำน่าน ท่าเสลาเล่นลม ท่าชมน้ำตก ท่าสาวหมี่ซั่ว ท่าชาวสองแควสำราญ ท่าร้อยมาลัย ท่าบางแก้วลีลา เป็นต้น


ผู้แสดง 


    ใช้ผู้แสดงชาย-หญิง จำนวน ๖ คู่ เพื่อสืบสานเอกลักษณ์การรำมังคละพื้นบ้านที่เน้นความสนุกสนาน ร่าเริง เข้ากับเสียงดนตรีที่ครึกครื้นสนุกสนาน และการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว



ภาพที่ ๑ : ผู้แสดงรำมังคละสราญ


ที่มา : สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์


คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เครื่องแต่งกาย  


เป็นชุดพื้นบ้าน เสื้อและโจงกระเบนเพื่อความสะดวกและ คล่องตัวในการแสดง เน้นการสวมใส่ด้วยผ้าทอพื้นเมือง ได้แก่ ผ้าทอลายดอกปีบซึ่งเป็นลายประจำเมืองพิษณุโลก สีของชุดที่สวมใส่นั้นเน้นสีม่วง เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


นักดนตรี 


สวมเสื้อดอกคอกลม แขนสั้น นุ่งผ้าโจงกระเบนสีม่วง


 






ภาพที่ ๒ : เครื่องแต่งกายนักดนตรี

ที่มา : สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์


คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผู้แสดงชาย


    สวมเสื้อคอกลม สีขาว-ครีมแขนสั้น คล้องผ้าทอลายดอกปีบสีม่วง นุ่งโจงกระเบนสีม่วง


ผู้แสดงหญิง


    สวมเสื้อสีขาว-ครีม แขนกระบอก นุ่งผ้าโจงกระเบนผ้าทอลายดอกปีบ คาดเข็มขัดเงิน ประดับผมด้วยดอกไม้สดร้อยเป็นอุบะ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีในท้องถิ่น



ภาพที่ ๓ : เครื่องแต่งกายนักแสดงมังคละสราญ


ที่มา : สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์


คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เนื้อร้อง (ใช้เฉพาะในการแสดงเทิดวิศิษฏศิลปิน ยลยินมังคละ นบพระ ณ เมืองพิษณุโลก)


ประพันธ์บทร้องโดย นายศิรวัสฐ์ กาวิละนันท์และอาจารย์คมกริช การินทร์


วัฒนธรรม อันล้ำค่า งามสง่า สยามศิลป์


มังคละ ใครได้ยิน ก็หายสิ้น วิโยคคลาย


ไทยพื้นบ้าน ทั้งสี่ภาค มีหลายหลาก ไม่ขาดหาย


เอกลักษณ์ เผ่าพงศ์ไทย ประกาศให้ เลื่องลือนาม


พระเทพรัตน์ ราชสุดา เทพรัตนา ปิ่นสยาม


“วิศิษฏศิลปิน” ปิ่นพระนาม สง่างาม คู่แดนไทย


ทรงเป็นปราชญ์ แห่งโกสินทร์ คือกวินทร์ นำสมัย


นาฏการ เกริกเกรียงไกร ราวมณี ศรีนาคร


เฉลิมพระยศ ปรากฏก้อง ราษฎร์แซ่ซ้อง ประภัสสร


เจ้าฟ้า สิรินธร         ทรงคุณากร ปกเกล้าศิลปิน


ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน ทรงบริบาล สานงานศิลป์


วัฒนธรรม ทั่วแดนดิน ไม่สูญสิ้น ไม่จากจร


ทั้งดนตรี ลีลารำ พระทรงนำ สโมสร


ขอเทิดไท้ ถวายพระพร เป็นมิ่งขวัญ ชนชาวไทย


แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ไม่มีหมอง สุขสดใส


วัฒนธรรม ของชาติไทย สร้างสรรค์ให้ ไทยเจริญ






ภาพที่ ๔ : เทิดวิศิษฏศิลปิน ยลยินมังคละ นบพระ ณ เมืองพิษณุโลก


ที่มา : สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์


คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร



ภาพที่ ๕ : รางวัลโล่พระราชทาน รองชนะเลิศอันดับ ๒


การประกวดโครงการเทิดวิศิษฏศิลปินปิ่นสยาม


ที่มา : สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์


คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร



ภาพที่ ๖ : อาจารย์รุ่งนภา ฉิมพุฒ ตัวแทนวงช่อแก้วรับรางวัลโล่พระราชทาน 


รองชนะเลิศอันดับ ๒ การประกวดโครงการเทิดวิศิษฏศิลปินปิ่นสยาม


ที่มา : สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์


คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ขั้นตอนการแสดง 


    เริ่มด้วยขบวนแห่ออก และเปิดวง ด้วยเพลงไม้สอง และเพลงไม้หนึ่ง การแสดงสื่อถึงการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการไหว้ครู จากนั้นเริ่มการแสดงประกอบเพลงไม้สี่ แสดงถึงการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพลงคางคกเข็ดเขี้ยว เพลงนมยานกระทกแป้ง เพลงสาวน้อยประแป้ง แสดงถึงการเล่นสนุกสนานของหนุ่มสาว และจบด้วยเพลงไม้สี่เพื่อตั้งซุ้มและขบวนแห่เข้า ซึ่งใช้เวลาในการแสดงประมาณ ๙ นาที สามารถแบ่งช่วงการแสดงออกเป็น ๓ ช่วง 


ช่วงที่ ๑ แบ่งเป็น ๒ ช่วง คือ ขบวนแห่ และ เปิดวง (๒ นาที)


    ดนตรี ๑.๑ เพลงไม้สอง - เป็นขบวนแห่ 


        ๑.๒ เพลงไม้หนึ่ง - เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์


    ท่ารำ - ท่าเด็ดดอกแก้ว ท่าไหว้พระ ท่าสาวหมี่ซั่ว 


ช่วงที่ ๒ เป็นการนำเสนอวงมังคละ การไหว้ครู และการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


    ดนตรี - เพลงไม้สี่  


    ท่ารำ - ท่าเชิดชูเมืองพิษณุโลก ท่าชมน้ำตก ท่าเสลาเล่นลม ท่าน้ำน่าน ท่าเทิดวิศิษฏศิลปิน


ช่วงที่ ๓ การเล่นสนุกสนาน การเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว 


    ดนตรี มี ๓ เพลง ได้แก่


        ๓.๑ เพลงคางคกเข็ดเขี้ยว


    ท่ารำ - ท่าชาวสองแควสำราญ 


                ๓.๒ เพลงนมยานกระทกแป้ง


    ท่ารำ - ท่าหนุ่มสามล้อป้อสาวเรือนแพ ท่าบางแก้วลีลา ท่าปลาตะเพียน ท่าร้อยมาลัย ท่าเด็ดดอกปีบ


                ๓.๓ เพลงสาวน้อยประแป้ง 


    ท่ารำ - ท่าไก่เหลืองหางขาว


- เพลงไม้สี่ 


- ผู้แสดงตั้งซุ้มในท่ารำที่สื่อถึงสิ่งที่เด่นของเมืองพิษณุโลก จากนั้นเดินขบวนแห่เข้า



ภาพที่ ๗ : รางวัลชนะเลิศการประกวดกิจกรรมนันทนาการสร้างสรรค์


ที่มา : สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์


คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร



ภาพที่ ๘ : ทำการแสดง ณ สนามกีฬาแห่งชาติ 


โครงการมหกรรมนันทนาการเฉลิมพระเกียรติ


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 


ที่มา : สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์


คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร







 

 

ที่มา : สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย

ข่าวเมื่อ : 26 Feb 13 / 11:40

โดย : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร