บทความ

ดูข่าวบทความทั้งหมด >>

 

 

รำวงในเขตภาคเหนือตอนล่าง : กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ และพิจิตร

 

รำวงในเขตภาคเหนือตอนล่าง : กรณีศึกษา
จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์  และพิจิตร

รศ.นุชนาฏ  ดีเจริญ

บทคัดย่อ             
การวิจัยเรื่อง รำวงในเขตภาคเหนือตอนล่าง: กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร  นครสวรรค์และพิจิตร  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบองค์ประกอบของการแสดงรำวงของทั้ง 3 จังหวัด โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัย 2 แนวทาง คือ ศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  และศึกษาจากข้อมูลภาคสนาม  โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมในการแสดง  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการถอดท่ารำจากวีดีทัศน์และนำเสนอเป็นความเรียง  ผลการศึกษาพบว่า  ปัจจุบัน มีการแสดงรำวงเฉพาะในจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดนครสวรรค์    จังหวัดพิจิตรไม่มีการแสดงในลักษณะเป็นวง  แต่จะแสดงในลักษณะของการร้องโต้ตอบกันที่เรียกว่า เพลงตรุษ  ประวัติความเป็นมาของรำวงในจังหวัดกำแพงเพชร  นครสวรรค์และพิจิตร  มีพัฒนาการมาจาก การร้องรำของชุมชนในท้องถิ่น  เป็นการรำเพื่อความสนุกสนานของชาย-หญิง  ได้รับความนิยมมากในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  โดยเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น  รำโทน  รำวง  รำวงแบบบท  รำวงประกอบบท  รำวงโบราณ  เป็นต้น     บทร้องเพลงรำวง  มี 87 เพลง เมื่อพิจารณาเนื้อหาของบทเพลงพบว่ามีชื่อเพลงและบทร้องคล้ายคลึงกันจำนวน 3 เพลง  ท่ารำและกระบวนรำ  เป็นท่ารำมาตรฐานจำนวน 15 ท่า และท่ารำที่มีความหมายตามเนื้อร้องในลักษณะของการรำใช้บท จำนวน 52 ท่า  เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของท่ารำและกระบวนรำ พบว่า  มีท่ารำมาตรฐานที่ใช้เหมือนกันจำนวน 4 ท่า  และมีท่ารำที่มีความหมายตามเนื้อร้องในลักษณะของการรำใช้บทที่ใช้เหมือนกัน จำนวน 3 ท่า การแต่งกาย  คล้ายคลึงกันคือ แต่งในลักษณะพื้นบ้าน  เครื่องดนตรี  ที่ใช้ประกอบการแสดงคล้ายคลึงกัน  ประกอบด้วย ฉิ่ง ฉาบ และกรับ  โดยจังหวัดกำแพงเพชร  ใช้ โทน เป็นเครื่องดนตรีหลัก  ส่วนจังหวัดนครสวรรค์ใช้ รำมะนา เป็นเครื่องดนตรีหลัก  โอกาสที่ใช้แสดง ใช้แสดงในงานประเพณี  วันสงกรานต์ งานบุญ และงานที่มีผู้ว่าจ้างเหมือนกัน  โดยรำวงของ ตำบลเนินศาลา จะรำถวายเจ้าพ่อที่ศาลกลางหมู่บ้าน ในเทศกาลสงกรานต์เป็นประจำทุกปี

คำสำคัญ
    รำโทน,  รำวง,  การแสดงพื้นบ้าน,  ท่ารำ

Abstract
This research entitled “The Lower-Northern Region “Ram Wong”:  A Case Study of Kamphaengpet, Nakornsawan, and Phichit provinces” aimed to study, analyze, and compare elements of “Ram Wong” performances in the three aforementioned provinces using two research methods: studying data from related literatures and research works, and studying data from field trips that incorporated interviews as well as participatory and non-participatory observations of performances.  The data were analyzed by transcribing the dance steps recorded in video tapes and then presented in a written format.  From this study, it was found that “Ram Wong” performances were still existent in only Kamphaengpet and Nakornsawan provinces.  In Phichit province, the performers did not dance in circle (as in “Ram Wong”); they took turns singing songs in response to each other in a kind of performance known as “Pleng Trut”.  “Ram Wong” dances in Kamphaengpet, Nakornsawan, and Phichit provinces were developed from dances in the local communities.  They provided entertainment for young men and women and were especially popular in the period of Prime Minister Field Marshall Por Pibulsongkram’s government during the second world war.  “Ram Wong” dances were known in different names such as “Ram Tone”, “Ram Wong”, “Ram Wong Bab Bot”, “Ram Wong Prakob Bot”, and ancient “Ram Wong” or “Ram Wong Boran”.  There were altogether 87 songs used to accompany the “Ram Wong” dances, three of which shared similarities in their titles and lyrics.  The dance steps and sequences included 15 standard dance steps and 52 lyric-dictated dance steps.  Among the dance steps and sequences, 4 standard dance steps and 3 lyric-dictated dance steps were in common.  The performers wore similar local costumes.  Another similarity was found in the musical instruments used to accompany the dances: cup-shaped cymbals(Chaab), cymbals (Ching), and wooden rhythm clappers (Krab).  In Kamphaengpet province, “Tone” drums were used as main instruments, whereas one-sided drums known as “Rammana” were main instruments in “Ram Wong” dances in Nakornsawan.  The occasions to perform “Ram Wong” dances were also similar; they were performed in traditional festivals, Songkran festivals, religious gatherings, and other events where performers were hired to perform “Ram Wong” dances.  The “Ram Wong” performance of Nern Sala Sub-District was performed annually during the Songkran festival to pay homage to the guardian spirit of the shrine in the middle of the village.

Keywords
    Ram  Tone,  Ram  Wong,  Folk  dance, Dance
    
ความสำคัญและที่มาของปัญหา
รำวง เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวบ้านที่ร่วมกันเล่นอย่างสนุกสนาน  เพื่อความสามัคคี เดิมเรียกว่า “รำโทน” เพราะใช้โทนเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ตีเป็นจังหวะหลัก  โดยตีจังหวะง่ายๆ คือ ป๊ะ โท่น ป๊ะ โท่น ป๊ะ โท่น โท่น  สลับกันไปเรื่อยๆ  ต่อมาได้เพิ่มเครื่องประกอบจังหวะ คือ ฉิ่ง และ กรับ เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน ผู้รำรำไปตามจังหวะโทน โดยไม่มีการกำหนดท่ารำตายตัว  จะยกแขน วาดมือ อย่างไรก็ได้เพียงแต่ย่ำเท้าให้เข้ากับจังหวะโทนเท่านั้น
ต่อมารำโทนได้พัฒนามาเป็น “รำวง” ซึ่งมีลักษณะการแสดงที่สำคัญ  คือ  มีโต๊ะตั้งอยู่ตรงกลาง ชาย - หญิง รำเป็นคู่ๆ  ไปตามวงอย่างมีระเบียบแต่ยังคงยึดจังหวะโทนเป็นหลัก นิยมเล่นในทุกเทศกาล หรือจะเล่นกันเองด้วยความสนุกสนานก็ได้  เนื้อหาของบทเพลงรำวงนอกจากให้ความบันเทิงแล้ว ยังสอดแทรกอารมณ์สนุกสนาน  อารมณ์รัก  อารมณ์โศกเศร้า  ความรู้ ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่นลงไปด้วย  โดยสืบทอดต่อกันมาด้วยความจำ เพราะมีการร้อง รำ เล่นกันอยู่เสมอ แต่มิได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าใครเป็นผู้แต่ง บางครั้งไม่มีชื่อเพลง เพียงแต่เรียกคำขึ้นต้นเพลง เพื่อให้รู้ว่าจะร้องเพลงอะไร เช่น เพลงช่อมาลี เพลงเธอรำช่างน่าดู เพลงยวน ยวน ยวน  เพลงตามองตา เป็นต้น (กรมศิลปากร, 2539,  หน้า  138) 
รำวง  ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญต่อการรำวง  โดยมุ่งส่งเสริมให้เป็นศิลปะประจำชาติ จึงมอบหมายให้กรมศิลปากร พิจารณาปรับปรุงการเล่น รำวงให้มีระเบียบ เป็นแบบฉบับอันดีของนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากรจึงประพันธ์บทร้องและทำนองขึ้นใหม่ พร้อมทั้งปรับปรุงเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการเล่นเพิ่มจากเดิม คือ ใช้วงปี่พาทย์ หรือวงดนตรีสากลบรรเลงด้วย แล้วกำหนดท่ารำให้งดงามตามหลักนาฏศิลป์ไทย ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวน 10 เพลง ได้แก่ เพลงงามแสงเดือน ชาวไทย รำมาซิมารำ คืนเดือนหงาย ดอกไม้ของชาติ ดวงจันทร์วันเพ็ญ หญิงไทยใจงาม  ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ยอดชายใจหาญ และบูชานักรบ มีการเผยแพร่ศิลปะการรำวงแบบใหม่นี้ไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ โดยเรียกชื่อว่า “รำวงมาตรฐาน” และ เรียกรำวงแบบเดิมของชาวบ้าน ว่า “รำวงพื้นบ้าน”
รำวงมาตรฐานได้รับการบรรจุไว้ในหลักสูตรของ วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากรจนถึงปัจจุบัน   ทำให้รำวงมาตรฐานได้รับการสืบทอด และจัดเป็นการแสดงที่เป็นที่รู้จัก   ในขณะเดียวกัน  “รำวงพื้นบ้าน”  ที่เคยแพร่หลายอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ  กลับไม่มีผู้สืบทอด  และไม่มีการบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน ทำให้ค่อยๆ  เลือนหายไปจากสังคม
จากการศึกษาพบว่า  “รำวงพื้นบ้าน”  ในเขตภาคเหนือตอนล่างยังคงมีเล่นกันอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่  จังหวัดกำแพงเพชร  นครสวรรค์  และพิจิตร  ผู้เล่นส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า  70ปี  บางพื้นที่มีผู้ศึกษาข้อมูลไว้แล้ว  แต่ส่วนมากจะเป็นการศึกษาเฉพาะเรื่องบทเพลง การร้องเพลง แต่ยังไม่มีผู้ใดศึกษาและเก็บข้อมูลในเรื่อง  ท่ารำ  ยกเว้นในพื้นที่  อำเภอหนองบัว  จังหวัดนครสวรรค์  ที่นายรัฐศาสตร์  จั่นเจริญ  ได้ทำการวิจัยและบันทึกท่ารำรำวงโบราณ  ของอำเภอหนองบัว  จังหวัดนครสวรรค์ไว้แล้ว  ทำให้ผู้วิจัยต้องการที่จะศึกษาและเปรียบเทียบ องค์ประกอบของการแสดงรำวงพื้นบ้าน  ในจังหวัดกำแพงเพชร  นครสวรรค์และพิจิตร  ระหว่างปีพุทธศักราช 2549 - 2551 เพื่อรวบรวมข้อมูลและบันทึกท่ารำไว้เป็นหลักฐาน 

วัตถุประสงค์ในการวิจัย
1.  ศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบในการแสดงรำวงพื้นบ้านในจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ และพิจิตร
2.  เปรียบเทียบองค์ประกอบในการแสดงรำวงพื้นบ้านในจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ และพิจิตร                          

ขอบเขตการวิจัย
1. ศึกษา และเปรียบเทียบองค์ประกอบของการแสดงรำวงพื้นบ้านในจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์และพิจิตร  ในหัวข้อต่อไปนี้
1.1 ประวัติความเป็นมา
1.2 บทร้อง
1.3 ท่ารำและกระบวนรำ
1.4 การแต่งกายและผู้แสดง
1.4 เครื่องดนตรี
1.5 โอกาสที่แสดง
2.  ศึกษาเฉพาะรำวงพื้นบ้านที่มีท่ารำและกระบวนรำประกอบการแสดง
3.  ศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2549 - 2551 เท่านั้น
4.   พื้นที่ที่ใช้ในการศึกษา  
        พื้นที่ที่ใช้ในการศึกษา   ได้แก่  พื้นที่ที่ได้จากผลการสำรวจในงานวิจัยเรื่อง คณะนาฏศิลป์และดนตรีในเขตภาคเหนือตอนล่าง ที่ทำการสำรวจข้อมูลคณะนาฏศิลป์และดนตรีในเขตภาคเหนือตอนล่าง  พบว่า  มีคณะนาฏศิลป์ (รำวง) ในพื้นที่ต่อไปนี้
4.1 จังหวัดกำแพงเพชร  ได้แก่  พื้นที่ในเขตอำเภอเมือง
4.2  จังหวัดนครสวรรค์  ได้แก่  พื้นที่ในเขตอำเภอโกรกพระ  อำเภอพยุหะคีรี  และอำเภอหนองบัว
4.3  จังหวัดพิจิตร    ได้แก่  พื้นที่ในเขตอำเภอดงเจริญ และกิ่งอำเภอสากเหล็ก

วิธีดำเนินการวิจัย
1. การเก็บและรวบรวมข้อมูล
1.1  ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับรำวงพื้นบ้าน
1.2  ศึกษาความเป็นมาและสภาพท้องถิ่น ของจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์และพิจิตร                  
1.3  การสังเกตและติดตามชมการแสดงพื้นบ้าน  ในจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์และพิจิตร              
1.4  การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แสดงรำวงพื้นบ้าน  ในจังหวัดกำแพงเพชร   นครสวรรค์และพิจิตร  โดยมีระยะเวลาในการเก็บข้อมูลดังนี้
1.4.1  จังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดพิจิตร  เก็บข้อมูลระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ 2549 ถึงเดือนพฤษภาคม 2549
1.4.2  จังหวัดนครสวรรค์  เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ถึงเดือนพฤษภาคม  2550                   
1.5  บันทึกท่ารำรำวงพื้นบ้านในจังหวัดกำแพงเพชร  นครสวรรค์และพิจิตร                     เป็นลายลักษณ์อักษร  พร้อมบันทึกวีดีทัศน์การแสดง  โดยมีระยะเวลาในการบันทึกวีดีทัศน์ ดังนี้
1.5.1  ตำบลนครชุม  อำเภอเมือง  จังหวัดกำแพงเพชร  บันทึกเทปวันที่ 18 พฤศจิกายน 2550
1.5.2  ตำบลเนินศาลา  อำเภอโกรกพระ  จำหวัดนครสวรรค์  บันทึกเทปวันที่ 14 เมษายน 2551
1.5.2  ตำบลบางมะฝ่อ  อำเภอโกรกพระ  จังหวัดนครสวรรค์  บันทึกเทปวันที่ 16 เมษายน 2551
1.5.3  ตำบลเขาทอง  อำเภอพยุหะคีรี  จังหวัดนครสวรรค์  บันทึกเทปวันที่ 21 เมษายน 2551 
 
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
พันทิพา  สิงหัษฐิต (2539: บทคัดย่อ)  ได้ทำการวิจัยเรื่อง การแสดงพื้นบ้านอำเภอพยุหะคีรี  จังหวัดนครสวรรค์  ผลการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรำวง สรุปได้ดังนี้  รำวงประกอบบท เป็นการแสดงพื้นบ้านชนิดหนึ่งใน 14 ชนิด ของอำเภอพยุหะคีรี  จังหวัดนครสวรรค์  ผู้แสดงแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ผู้แสดงสมัครเล่น และผู้แสดงอาชีพ  ในส่วนของท่ารำมีการจีบมือ ตั้งมือ แต่ไม่ตึงเต็มที่  การใช้มือจะอยู่ระดับหน้าขาถึงเหนือศีรษะ  แขน ไม่เคร่งครัดในการยกระดับและความโค้งของวง ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้รำ  เท้า  นิยมย่ำเท้า  ขา จะยืดยุบเข่าตามจังหวะการย่ำเท้า  บางครั้งจะยุบเข่าจนถึงพื้น  และมีการนั่งตั้งเข่า  ลำตัวและศีรษะตั้งตรง  ท่ารำมีชื่อเรียกเฉพาะ ใช้ท่ารำง่ายๆ  ซ้ำๆ กัน  และใช้ท่ารำตามบทร้อง
    วันทนีย์  ดวงอาจ (2546: บทคัดย่อ)  ได้ทำการศึกษาเรื่อง เปรียบเทียบเพลงรำวงพื้นบ้านของตำบลมะขามสูง อำเภอเมือง  จังหวัดพิษณุโลก กับ เพลงรำวงพื้นบ้านตำบลน้ำริด  อำเภอเมือง  จังหวัดอุตรดิตถ์  ผลการศึกษาพบว่า  เพลงรำวงพื้นบ้านของตำบลมะขามสูงมี 219 เพลง  เพลงรำวงพื้นบ้านของตำบลน้ำริดมี 140 เพลง  เพลงรำวงพื้นบ้านตำบลมะขามสูงมีความคล้ายคลึงกันกับเพลงรำวงพื้นบ้านของตำบลน้ำริด 48 เพลง  และมีความแตกต่างกัน  263 เพลง  เหตุที่แตกต่างกันเพราะมีที่มาต่างกัน  สาเหตุความคล้ายคลึงกันและความแตกต่างกันของเพลงรำวงพื้นบ้านของตำบลมะขามสูงและตำบลน้ำริด ก็คือการสืบเนื่องสืบทอดมาจากเพลงรำวงของจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ระหว่าง พ.ศ. 2482  ซึ่งนิยมเล่นกันแพร่หลายตามท้องถิ่นต่างๆ ทุกภาคของประเทศไทย  ตำบลมะขามสูงและตำบลน้ำริดได้รับอิทธิพล วัฒนธรรมการรำวงที่คล้ายคลึงกัน จึงมีบางเพลงที่มีเนื้อร้องคล้ายคลึงกันถึง 48 เพลง
ภิญโญ  ภู่เทศ (2547: บทคัดย่อ)  ได้ทำการศึกษาเรื่อง  การศึกษาเพลงรำวงโบราณของตำบลหนองกลับ  อำเภอหนองบัว  จังหวัดนครสวรรค์  ผลการศึกษาพบว่า  วัฒนธรรมของชาวหนองบัวที่ปรากฏในเพลงรำวงโบราณ ยังเป็นวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมอยู่มาก  ได้แก่ วัฒนธรรมในการประกอบอาชีพของชาวหนองบัวยังเป็นวัฒนธรรมของการทำเกษตรกรรม  ซึ่งวิถีชีวิตต่าง ๆ ยังมีความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์  เวทมนต์คาถา  โดยการนำมาใช้ในการรักษาโรคภัยต่าง ๆ ในครอบครัว  และมีการสืบทอดประเพณีมาจากบรรพบุรุษ  เช่น ประเพณีการเกิด  ประเพณีการตาย ประเพณีบุญห่อข้าว และประเพณีที่เป็นเทศกาลประจำท้องถิ่นจะนำเพลงรำวงโบราณมาร่วมแสดงในงานต่างๆ ด้วย
การวิเคราะห์องค์ประกอบของเพลงรำวงโบราณ  พบว่า ลักษณะของจังหวะและทำนองจะเคลื่อนที่แบบราบเรียบ  ซึ่งลักษณะการกระโดดของทำนองเพลงพบน้อยมากในบทเพลง หรือ บางเพลงไม่พบการกระโดดของจังหวะและทำนอง  ทุกเพลงของรำวงโบราณจะใช้อัตราความเร็วของจังหวะเคาะที่สม่ำเสมอ  โดยประมาณ 70 ครั้งต่อนาที  การตีรำมะนาประกอบจังหวะเพลงรำวงโบราณจะใช้หน้าทับในการตีเหมือนกันทุกเพลง  ในเรื่องของระดับเสียงร้องนั้นจะขึ้นอยู่กับลักษณะของคนร้องด้วย  พื้นผิวเพลงรำวงโบราณเป็นลักษณะแบบพื้นผิวเดี่ยว  ไม่มีการร้องประสานเสียง  บทเพลงอาจมีการร้องรับทำนองอยู่บ้างแต่ยังอยู่ในพื้นผิวเดี่ยว  ส่วนองค์ประกอบในด้านรูปแบบของเพลงรำวงโบราณนั้นเป็นเพลงแบบท่อนเดียว  แต่ในการร้องจะร้องซ้ำกันทั้งหมด 3 เที่ยว และลักษณะของท่อนเพลงนั้น  ในแต่ละเพลงจะมีประโยคเพลงไม่เกิน 3 ประโยค และแต่ละประโยคจะมีวรรคเพลงไม่เกิน 3 วรรค  ทั้งนี้ในแต่ละประโยคจะมีวรรคถามและวรรคตอบอยู่ในตัวเองโดยสมบูรณ์
รัฐศาสตร์  จั่นเจริญ (2547: บทคัดย่อ)  ได้ทำการศึกษาเรื่อง  การละเล่นพื้นบ้านรำวงโบราณ  ตำบลหนองกลับ  อำเภอหนองบัว  จังหวัดนครสวรรค์  ผลการศึกษาพบว่า  การละเล่นพื้นบ้านรำวงโบราณ ถือได้ว่าเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก  เนื่องจากการร่ายรำที่เป็นแบบฉบับดั้งเดิมที่เป็นมรดกของวัฒนธรรม  และได้มีการผนวกการละเล่นพื้นบ้านกับวัฒนธรรมให้มีความสอดคล้องกันได้อย่างกลมกลืน  โดยถ่ายทอดวัฒนธรรมผ่านเพลงร้องและท่ารำของการละเล่นพื้นบ้านรำวงโบราณเพื่อเป็นการแสดงออก หรือ บอกกล่าวความเป็นอยู่ของชุมชนชาวหนองบัว  จากการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการละเล่นพื้นบ้านรำวงโบราณพบว่า วัฒนธรรมของชาวหนองบัวที่ปรากฏใน การละเล่นพื้นบ้านรำวงโบราณยังเป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่สืบทอดทางมุขปาฐะ  ได้แก่ วัฒนธรรมความรักชาติ  วัฒนธรรมการแต่งกาย  วัฒนธรรมด้านการอาชีพ  วัฒนธรรมพื้นที่ที่อยู่อาศัย  ซึ่งนำมาใช้ผนวกและปรับปรุงให้เข้ากับองค์ประกอบในการแสดง การละเล่นพื้นบ้านรำวงโบราณเพื่อเป็นการอนุรักษ์ และเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงสืบไป                           
           สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (2550: บทคัดย่อ)   การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านนาฏศิลป์ดนตรี  เรื่อง  ศึกษารำวงเวียนครกแบบท่า  ผลการศึกษาพบว่า  รำวงเวียนครกแบบท่าของชาวบ้านชุมชนวัดหมน  ตำบลท่าเรือ  อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช  จังหวัดนครศรีธรรมราช  เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ประมาณ พ.ศ. 2484    ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเล่นรำโทนของภาคกลาง  โอกาสเล่นรำวงเวียนครกนิยมเล่นกันในเวลากลางคืน  โดยเล่นในงานมงคล  งานอวมงคล  การประชันและการแก้เหฺมฺรย  สถานที่แสดงส่วนใหญ่ใช้บริเวณลานบ้าน หรือลานวัด  โดยใช้ครกตำข้าววางเป็นจุดศูนย์กลาง  และมักจะมีต้นเต่าร้างหรือต้นกล้วยมาประดับให้สวยงาม  เครื่องดนตรีนิยมใช้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี  มีรำมะนาหรือปืดเป็นเครื่องกำกับจังหวะสำคัญ  และมีฉิ่ง  ฉาบ  กรับ  หรือแทมมารีน  เป็นเครื่องประกอบจังหวะ  เครื่องแต่งกายนิยมแต่งชุดไทยเรือนต้น   ชุดพื้นเมือง หรือชุดตามสมัยนิยม  รูปแบบและวิธีการเล่น  ท่ารำที่เป็นแบบแผนผู้รำจะรำเป็นคู่ๆ  และต้องรำตามความหมายของบทเพลง  โดยเดินรำเวียนรอบครกตำข้าวตามเข็มนาฬิกา  การเล่นรำวงเวียนครกแบบท่ามีขั้นตอน  คือ ไหว้ครู  เปิดคณะ  เล่นรำวง   อวยพร  และลา  บทเพลงที่ใช้เล่นเป็นเพลงจะสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของชุมชน ได้แก่ การเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว  บทชมธรรมชาติ  คติสอนใจ  บันทึกประวัติศาสตร์  และความเชื่อ   คณะผู้วิจัยเสนอแนะให้นำผลการวิจัยเป็นข้อมูลพื้นฐานในการอนุรักษ์  สืบทอด  และเผยแพร่ โดยเฉพาะการจัดทำหลักสูตรเพื่อจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาในชุมชนต่อไป  และควรให้มีการศึกษาเกี่ยวกับนาฏศิลป์ดนตรีในประเด็น อื่นๆ  ได้แก่  ศึกษาบทบาทนาฏศิลป์กับสังคม  ศึกษาโลกทัศน์ที่ปรากฏในนาฏศิลป์ดนตรี  เป็นต้น  ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวผู้วิจัยได้ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล
1.  วิเคราะห์จากการสัมภาษณ์
2.  ถอดท่ารำและกระบวนการรำจากวีดีทัศน์แล้วนำมาสรุปเป็นท่ารำของแต่ละแห่ง
3.  วิเคราะห์ท่ารำรำวง ของจังหวัดกำแพงเพชร  นครสวรรค์ และพิจิตร
4.  เปรียบเทียบท่ารำรำวง ของจังหวัดกำแพงเพชร  นครสวรรค์ และพิจิตร
5.  นำเสนอผลการวิเคราะห์เป็นความเรียง

กรอบแนวคิด
งานวิจัยเรื่อง รำวงในเขตภาคเหนือตอนล่าง  กรณีศึกษา:  จังหวัดกำแพงเพชร  นครสวรรค์และพิจิตร  มีกรอบแนวคิดว่า  รำวงเป็นการแสดงพื้นบ้านที่นิยมแสดงในทุกๆ ภาค  ของประเทศไทยซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่  และในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างโดยเฉพาะในจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์และพิจิตร จะมีการแสดงรำวงที่มีลักษณะเฉพาะของการรำที่เรียกว่า “รำใช้บท” คือมีท่ารำที่สื่อความหมายตามบทร้อง

นิยามศัพท์เฉพาะ
รำวง  หมายถึง  การละเล่นพื้นบ้านที่พัฒนามาจาก  รำโทน  เป็นการรำคู่กันระหว่างชาย – หญิง ผู้รำรำเคลื่อนที่เป็นวงในลักษณะทวนเข็มนาฬิกา   ซึ่งในแต่ละพื้นที่อาจเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น เช่น รำวงประกอบบท   รำวงตามแบบ  เป็นต้น
รำวงมาตรฐาน หมายถึง  การแสดงที่ผู้แสดงรำคู่กันระหว่างชาย - หญิงเคลื่อนที่เป็นวงในลักษณะทวนเข็มนาฬิกา  โดยใช้ท่ารำตามแบบที่กรมศิลปากรกำหนด
รำใช้บท หรือรำตีบท  หมายถึงการแสดงท่าทางไปตามความหมายของบทร้อง  โดยใช้ภาษาท่าง่ายๆ ที่ผู้ดูสามารถเข้าใจความหมายของท่ารำนั้นๆ ได้
แม่ท่า  หรือ  ท่ามาตรฐาน  หมายถึงท่ารำที่นำมาจากการรำแม่บทใหญ่  แม่บทเล็ก  เช่น ท่าพรหมสี่หน้า  ท่าสอดสร้อยมาลา  เป็นต้น
ท่ารำ หมายถึง  ลักษณะการใช้มือ แขน ศีรษะ  ประกอบกันขึ้นเป็นท่ารำที่ปรากฏในงานวิจัยนี้โดยหมายรวมถึงแม่ท่าทางนาฏศิลป์ไทย และท่ารำที่ผู้วิจัยเขียนขึ้นจากกิริยาอาการของผู้แสดงโดยเทียบเคียงให้ใกล้แม่ท่าทางนาฏศิลป์ไทยมากที่สุด
กระบวนรำ  หมายถึง รายละเอียดของท่ารำที่ใช้ในการแสดงรำวง ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง
สัญลักษณ์ท่ารำ  หมายถึง  รูปวาดลายเส้นที่ใช้แทนลักษณะกิริยาอาการของผู้แสดงทั้งชายและหญิง  โดยมีคำอธิบายรายละเอียดกำกับไว้เพื่อให้เข้าใจได้ 
  
สรุปผลการวิจัย
รำวงในจังหวัดกำแพงเพชร  นครสวรรค์  มีองค์ประกอบในเรื่องประวัติความเป็นมา  การแต่งกาย  เครื่องดนตรี  และโอกาสที่ใช้แสดงคล้ายคลึงกัน  ส่วนในจังหวัดพิจิตร ไม่มีการเล่นรำวง  แต่จะมีการเล่นที่เรียกว่าเพลงตรุษ  ซึ่งเป็นลักษณะของการร้องโต้ตอบกันระหว่างหญิง ชาย  ไม่มีลักษณะการเดินเป็นวงกลมเวียนรอบ  

 

 

ที่มา : รศ.นุชนาฏ

ข่าวเมื่อ : 09 Feb 11 / 11:36

โดย : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร