บทความ

ดูข่าวบทความทั้งหมด >>

 

 

ละครพันทาง(โครงการสืบทอดนาฏศิลป์ไทยจากศิลปินแห่งชาติหรือผู้เชี่ยวชาญปี พ.ศ. 2551)

 

ละครพันทาง
รองศาสตราจารย์นุชนาฏ  ดีเจริญ

                     
     ละครพันทาง เป็นละครรำชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5  ซึ่งเป็นสมัยที่วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย  ส่งผลให้ศิลปะการแสดงมีลักษณะผสมผสานกันระหว่างตะวันตกและตะวันออก ทั้งในด้านลักษณะการแสดง และองค์ประกอบของการแสดง   ละครพันทางมีลักษณะเป็นละครแบบผสม     หากพิจารณาตามรูปศัพท์สามารถแยกได้ 2 คำ  คือ คำว่า “ละคร” และคำว่า “พันทาง”   ซึ่ง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542  ให้ความหมายไว้ ดังนี้
ละคร [- คอน] น.   การแสดงประเภทหนึ่ง  ผู้แสดง เรียกว่า ตัวละคร มีเวทีหรือสถานที่ใช้ในการแสดง  มีบทให้ตัวละครแสดงตามเนื้อเรื่อง โดยมากมีดนตรีประกอบ  มีลักษณะแตกต่างกันออกไปหลายชนิด  (2542 : 996)
พันทาง  น. เรียกไก่ที่พ่อเป็นอู แม่เป็นแจ้ ว่า ไก่พันทาง,ภายหลังเรียกเลยไปถึงสัตว์ที่พ่อแม่ต่างพันธุ์กัน  จนถึงสิ่งต่างชนิดบางอย่างที่แกมกันหรือไม่เข้าชุดกัน (2542 : 781)
สำหรับความหมายของคำว่า “พันทาง”  ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนาฏศิลป์ไทย  ได้ให้ความเห็นไว้ว่า  พันทาง หมายถึง  มาจากหลายๆ ทาง (สัมภาษณ์  นพรัตน์  หวังในธรรม)  ซึ่งตรงกับลักษณะของละครพันทาง  ที่จะกล่าวถึงกลุ่มคนในหลายเชื้อชาติ เช่น พม่า  มอญ  จีน  ฯลฯ  และการแสดงออกของตัวละครจะเป็นไปตามเชื้อชาตินั้นๆ รวมถึงการแต่งกาย  เพลงและดนตรีด้วย
เมื่อพิจารณาจากความหมายของทั้ง 2 คำ และจากความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิสรุปได้ว่า ละครพันทาง เป็น การแสดงประเภทหนึ่งที่มีลักษณะบางอย่างที่แกม (ปน) กันหรือไม่เข้าชุดกัน ซึ่งแสดงว่ามาจากหลายๆ ทางนั่นเอง 

ประวัติความเป็นมา
     ประวัติความเป็นมาของละครพันทาง  แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ
     ระยะแรก  เรียกว่า ละครผสมสามัคคี  ผู้ริเริ่ม คือ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง  ได้นำพงศาวดารของชาติต่างๆ มาแสดง  โดยปรับปรุงท่ารำ ดนตรี การแต่งกายให้เลียนแบบชาติต่างๆ ของตัวละคร  เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรม  เจ้าหมื่นไวยวรนาถ(บุศย์)  รับสืบทอดและได้นำละครไทยไปแสดงที่ประเทศรัสเซีย นับเป็นการนำละครไทยไปแสดงยังประเทศทางยุโรปเป็นครั้งแรก  ซึ่งละครประสบการขาดทุน   หม่อมเจ้าเลื่อนฤทธิ์รับอุปการะโดยเป็นผู้อำนวยการแสดงและใช้ชื่อละครว่า ละครผสมสามัคคี  แต่ยังคงขาดทุนและเลิกแสดงไปในที่สุด
     ต่อมาเจ้าคุณพระประยูรวงศ์  ได้สืบทอดการแสดงละครผสมสามัคคีจนประสบความสำเร็จโดยได้จัดแสดงและรับแสดงละครจนมีชื่อเสียงสืบมา แต่เมื่อคณะละครของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์เลิกไปก็ไม่มีผู้ใดสานต่อ
     ระยะที่  2   พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้ทรงนำแบบแผนละครตะวันตกมาใช้กับละครไทย  คือ แบ่งฉากแสดง  มีการเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่อง  ละครเรื่องแรกที่ใช้วิธีการนี้  คือ ละครเรื่อง  พระลอ   จัดแสดงถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อแสดงจบเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เติม คำว่า หลวงนำหน้าชื่อคณะ เป็น ละครหลวงนฤมิต ต่อมา เจ้าจอมมารดาเขียน และหม่อมหลวง  ต่วน  วรวรรณ  นำแนวความคิดเรื่องการนำเอาเรื่องพงศาวดารมาแสดง โดยปรับปรุงเครื่องแต่งกายใหม่  ละครที่ปรับปรุงใหม่นี้เรียกว่า ละครพันทาง
     ระยะที่ 3  กรมศิลปากรได้ฟื้นฟูละครพันทางขึ้นใหม่ ในสมัยที่ นายธนิต  อยู่โพธิ์  ดำรงตำแหน่งอธิบดี  โดยปรับปรุงบทละคร เรื่อง พระลอของเดิม และแต่งขึ้นใหม่หลายเรื่อง เช่น พ่อขุนกรุงสุโขทัย ศึกเก้าทัพ โดยเฉพาะเรื่องราชาธิราชและผู้ชนะสิบทิศ ได้รับความนิยมมาก

องค์ประกอบของการแสดง
วิธีแสดง
     เริ่มด้วยการไหว้ครู  โหมโรง จากนั้นม่านค่อยๆ เปิด โดยปี่พาทย์บรรเลงเพลงวา หรือเพลงออกภาษาของตัวละครตัวแรกที่ออกแสดง เมื่อจบเพลงม่านจะเปิดกว้างพอดี
     การดำเนินเรื่อง  ดำเนินเรื่องรวดเร็วเช่นเดียวกับละครนอก  โดยละครพันทางของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์มีการแบ่งบท แบ่งตอน และมีบทเจรจาสอดแทรกโดยเขียนไว้ในบท  บางครั้งตัวละครอาจแทรกบทเจรจาซึ่งตลกขบขันเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน(มิได้เขียนไว้ในบท) มีการบอกบทเพื่อกันการผิดพลาด  
     ต่อมากรมศิลปากรเปลี่ยนวิธีการแสดงเป็นใช้ท่าทางธรรมดา ไม่รำในบทเจรจา และตัดคนบอกบทออก เมื่อจบฉากจะปิดม่านเพื่อเปลี่ยนฉาก  โดยมีตัวละครแสดงหน้าม่านเพื่อไม่ให้ผู้ดูเบื่อ  การร่ายรำ จะแสดงลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติต่าง ๆ   ซึ่งผู้ชมสังเกตได้ง่ายว่าเป็นชนชาติใด   เช่น  มอญ  พม่า จะใช้การตีไหล่และการเตะเท้า   ลาวใช้การโย้ตัว   จีน ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางเหยียดตึงนิ้วที่เหลือเก็บไว้ในอุ้งมือ  ชอบลูบหนวดเครา  ถือพัด   เดินก้มหน้าหมุนรอบตัวเอง เป็นต้น



     จบการแสดง  ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงสุดท้ายที่มีความสนุกสนาน หรือเพลงที่เป็นสิริมงคล  นิยมใช้เพลงกราวรำชั้นเดียว ต่อด้วยเพลงวาลาโรงแล้วปิดม่าน ต่อด้วยเพลงสรรเสริญพระบารมี
     
สถานที่แสดง
     ละครผสมสามัคคีของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง แสดงในโรงละครปรินซ์เธียเตอร์    ละครพันทางของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  แสดงที่โรงละครปรีดาลัย   และละครพันทางของกรมศิลปากรแสดงที่โรงละครแห่งชาติ
     ลักษณะของโรงละครคล้ายกัน คือ  แยกส่วนเวทีสำหรับแสดงกับส่วนของผู้ชม  โดยส่วนของเวทีแสดงจะยกพื้น  ส่วนของผู้ชมจัดเป็นที่นั่งเฉพาะคน  แต่ละโรงละครแตกต่างกันในรายละเอียดดังนี้
โรงละครปรินซ์เธียเตอร์  ปัทมาพร  ชเลิศเพ็ชร์ (2535 : หน้า 39) อธิบายลักษณะของโรงละครสรุปได้ว่า  ส่วนสำหรับแสดง ยกพื้นเวทีสูงกว่าที่นั่งของผู้ชม มีฉากยกพื้นฉากเดียวเช่นเดียวกับละครนอก แต่นำเทคนิค เรื่อง แสงสี เสียงมาใช้ด้วย  ส่วนที่นั่งผู้ชมจัดเป็นบ๊อกซ์ อยู่ด้านหน้าเวทีแสดง  ผู้ชมสามารถชมละครได้เพียงด้านเดียว

         

     โรงละครปรีดาลัย  จันทิมา  พรหมโชติกุล  (2518 : หน้า 73 - 74 ) อธิบายลักษณะของโรงละครสรุปได้ว่า  โรงละครเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  มีประตูหลายประตู เปิดเป็นทางเข้า 2 - 3 ประตู  ใช้เป็นทางออกทุกประตู  ส่วนเวทียกพื้นทำด้วยไม้ ด้านหน้ากว้าง  ด้านหลังสอบแคบลง  มีม่านและหลืบกั้น  ตามฝาผนังโรงบริเวณตรงกับที่นั่งของผู้ชมติดกระจกเงาสะท้อนให้เห็นเวที  ผู้ชมสามารถเห็นผู้กำกับการแสดงขณะกำกับตัวละครได้ด้วย  ด้านหน้าเวทีมีม่านสำหรับปิดเปิดเมื่อจบฉากหนึ่งๆ   ใช้เทคนิคแสง สี เสียง ช่วยสร้างบรรยากาศให้สมจริง  ส่วนของผู้ชมแบ่งเป็นชั้นตามฐานะของผู้เข้าชม  ตรงกลางด้านหน้าเป็นบ๊อกซ์  สามารถนั่งได้ 33 ที่ ส่วนบ๊อกซ์ด้านข้างมีที่นั่งข้างละ 25 ที่ ที่เหลือเป็นเก้าอี้ลอย คือ ไม่ได้จัดเป็นบ๊อกซ์
     โรงละครแห่งชาติ  ปัทมาพร  ชเลิศเพ็ชร์ (2535 : หน้า 42) อธิบายลักษณะของโรงละครสรุปได้ว่า  ลักษณะเป็นโรงละครมาตรฐาน  รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เวทีแสดงยกพื้นสูงมี 2 ระดับ  เวทีบนมีม่าน 2 ชั้น  ชั้นแรกเป็นรูปเทพพนมใช้ปิด -  เปิดม่านเมื่อเริ่มและเลิกแสดง  ชั้นในใช้สำหรับการเปลี่ยนฉาก  ในขณะที่เปลี่ยนฉากมักจะมีการแสดงที่เวทีล่าง  ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง หรือการแสดงสลับฉากก็ได้  บนเวทีใช้เทคนิคแสง สี เสียง ช่วยสร้างบรรยากาศให้สมจริง  จัดฉากสมจริง  สวยงาม  พิถีพิถัน  ที่นั่งของผู้ชมมี 2 ชั้น  ชั้นบน ตอนหน้า เป็นที่นั่งของ พระมหากษัตริย์  พระบรมวงศานุวงศ์ พระราชอาคันตุกะชาวต่างประเทศ  ส่วนหลังของชั้นบนเป็นที่นั่งของประชาชนที่ซื้อบัตรเข้าชมทั่วไป  ชั้นล่าง แบ่งเป็น 3 ชุด คือ  ชุดตรงกลางและชุดด้านข้าง ไม่มีการแบ่งเป็นบ๊อกซ์

        

     สำหรับการแสดงละครพันทางเรื่องราชาธิราช  ตอนสมิงพระรามอาสาในครั้งนี้แสดงที่โรงละครมหาวิทยาลัยนเรศวร  อาคารเฉลิมพระเกียรติ  72  พรรษา  พระบรมราชินีนาถซึ่งมีลักษณะดังนี้  โรงละครเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  เวทีมีเพียงระดับเดียว  ไม่มีม่านกั้นฉาก  ที่นั่งสำหรับคนดูมี 2 ชั้น  คือชั้นล่าง  และชั้นลอย  ทั้งสองชั้นแบ่งที่นั่งเป็น 3 ชุด คือ ชุดตรงกลางและชุดด้านข้าง  โดยชั้นล่างแยกเป็นส่วนหน้าและส่วนหลัง  ประตูทางเข้าออกชั้นล่างมี  6  ประตู  ชั้นลอยมี 4 ประตู  รวมทั้งหมด  861 ที่นั่ง

    

วงดนตรีและเพลง
     วงดนตรีที่ใช้ คือ วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องคู่  ผสมเครื่องบอกภาษา คือ เครื่องดนตรีที่ผสมเข้าไปเพื่อให้สำเนียงเพลงใกล้เคียงกับชาติต่างๆ ของตัวละครตามลักษณะเฉพาะของละครพันทาง  ดังนี้
     มอญ   ใช้ ตะโพนมอญ  ฆ้องมอญ  ปี่มอญ  เปิงมางคอก  บางครั้งใช้วงปี่พาทย์มอญทั้งวงในการบรรเลง
     พม่า    ใช้ กลองยาว  เกราะ  ฉาบเล็ก
     จีน      ใช้ ซออู้   กลองจีน  กลองต๊อก  ฉาบใหญ่  ล่อโก๊ะ  ม้าล่อ
     เขมร    ช้โทน
     ฝรั่ง     ใช้กลองมะริกัน
     ลาว     ใช้สะล้อ  ซอ  ซึง

     เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง แบ่งเป็น  เพลงบรรเลงและเพลงขับร้อง
เพลงบรรเลง แบ่งเป็น 5 ประเภท ตามลักษณะของการบรรเลง คือ เพลงโหมโรง  ใช้บรรเลงก่อนการแสดง
เพลงลงโรง  ใช้บรรเลงต่อจากเพลงโหมโรงหรือใช้บรรเลงตอนเปิดม่านหน้าเวที  เมื่อเพลงจบ ม่านจะเปิดกว้างเต็มที่  ตัวละครใน ฉาก 1  พร้อมแสดง
     เพลงหน้าพาทย์  ใช้บรรเลงประกอบกริยาอาการหรืออารมณ์ของตัวละคร เช่นเดียวกับละครรำชนิดอื่นๆ
     เพลงที่บรรเลงประกอบอากัปกิริยา หรืออารมณ์ของตัวละครที่นอกเหนือไปจากเพลงหน้าพาทย์
     เพลงลาโรง   เป็นการบรรเลงตอนสุดท้ายเมื่อจบการแสดง  ละครพันทางนิยมใช้เพลงบอกภาษา  และเมื่อม่านปิดแล้วจะบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีอีก 1 เพลง
     เพลงขับร้อง     เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องตามบท ใช้ในการดำเนินเรื่อง  อาจเป็นการบรรยายหรือใช้แทนการเจรจาโต้ตอบของตัวละคร  โดยมากเป็นเพลงสองชั้นและเพลงชั้นเดียว   ลักษณะการร้องเพลงประกอบการแสดง คล้ายกับละครนอกและละครใน คือ ต้นเสียงร้องนำก่อนในวรรคแรก  แล้วลูกคู่จึงร้องพร้อมกันในวรรคต่อไป   เพลงร้องที่เป็นลักษณะเด่นของละครพันทาง คือ  เพลงภาษา  ซึ่งมีสำเนียงเพลงที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติต่างๆ ตามที่กล่าวถึงในบทละคร  บางครั้ง บทร้องอาจมีภาษาของชาติต่างๆ ปรากฏอยู่  ซึ่งอาจมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้  เพราะจุดเน้นอยู่ที่สำนียงของเพลง  เช่น  เพลงจีนขิมเล็ก  มอญดูดาว   พม่าเห่  เขมรพระปทุม  ฝรั่งหน้าแดง  แขกเชิญเจ้า  ลาวกระตุกกี่ เป็นต้น  สำหรับเพลงที่ใช้ในการดำเนินเรื่องนิยมใช้เพลงร่ายนอกเช่นเดียวกับละครนอก
     
ผู้แสดง
     ไม่ได้กำหนดเป็นมาตรฐานว่าต้องใช้ผู้ชายหรือผู้หญิงแสดง  บางครั้งใช้ชายจริง หญิงแท้  บางครั้งใช้ผู้หญิงแสดงล้วน  สิ่งสำคัญ คือ  ผู้แสดง ต้องมีความสามารถในการร่ายรำ  เจรจาได้คล่องแคล่ว โดยไม่มีบทเขียนไว้ให้ และต้องแสดงบทบาทตามเชื้อชาติของตัวละครที่กล่าวถึง    การเลือกผู้แสดงต้องให้มีหน้าตา ผิวพรรณเหมาะสมกับเชื้อชาติของตัวละครที่กล่าวถึงในบท   ซึ่ง  ปัทมาพร  ชเลิศเพ็ชร  (2535 : หน้า 44 -  47)   กล่าวถึงรายละเอียดของผู้แสดงละครพันทาง ทั้งสามระยะไว้  สรุปได้ว่า 
     ระยะแรก  เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงปรับปรุงละครนอกมาแสดงเรื่องพงศาวดาร  ท่านใช้ผู้หญิงเป็นตัวละครสำคัญ  คงใช้ผู้ชายแสดงเฉพาะตัวประกอบ เช่น แสดงเป็นทหาร เป็นต้น
     ระยะที่ 2  ละครพันทางของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  ใช้ผู้หญิงแสดงล้วน  เพราะทรงให้ความสำคัญกับการร่ายรำมาก  ผู้แสดงต้องรำงาม  จนในปี พ.ศ. 2476  พระนางเธอลักษมีลาวัณ  พระธิดาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ โปรดให้เปลี่ยนผู้แสดงเป็นชายจริงหญิงแท้เป็นครั้งแรก
     ระยะที่ 3   ละครพันทางของกรมศิลปากร  ในช่วงแรก กลับไปใช้ผู้หญิงแสดงเป็นตัวละครสำคัญ  และใช้ผู้ชายแสดงเป็นทหาร เช่นเดียวกับละครพันทางระยะแรกของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง  ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงผู้แสดงเป็นชายจริงหญิงแท้  และนิยมใช้ผู้แสดงเป็นชายจริงหญิงแท้จนถึงปัจจุบัน

การแต่งกาย
     แต่งกายตามเชื้อชาติของตัวละครที่กล่าวถึงในเรื่อง  เช่น   การแต่งกายของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง  ในเรื่องราชาธิราช  นุ่งผ้าโสร่งสั้นปิดเข่าปล่อยชายไว้ข้างหน้า  สวมเสื้อคอกลมแขนยาวป้ายแขนแบบเสื้อจีน  ชายเสื้อสั้น  สวมเสวียนที่ศีรษะ  เป็นต้น
  
       

เรื่องที่แสดง
     ปัทมาพร   ชเลิศเพ็ชร  (2535 : หน้า 66 - 67)   กล่าวถึงเรื่องที่นำมาแสดงละครพันทาง  อาจจัดได้เป็น 2 ลักษณะ คือ  บทละครที่มาจากวรรณคดี  คัดแต่ตอนที่กล่าวถึงชนต่างชาติ  เช่น  พระลอ - ชาติลาว   สามก๊ก - ชาติจีน  ราชาธิราช - ชาติพม่า มอญ  และบทละครที่นำเค้าเรื่องมาจากพงศาวดาร เช่น เรื่องพระร่วง - ชาติเขมร  เรื่องศึกเก้าทัพ - ชาติพม่า  เรื่องพญาผานอง - ชาติลาว เรื่องซุยถัง - ชาติจีน เป็นต้น
     ลักษณะเฉพาะของบทละครพันทาง  คือ เป็นเรื่องราวที่มีตัวละครต่างชาติ หรือเป็นเรื่องของชนต่างชาติ  ส่วนใหญ่มีแนวคิดทำนองเดียวกัน คือ  ปลุกใจให้เกิดความรักชาติ  เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยเรื่องการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่  เป็นความขัดแย้งของกลุ่มบุคคลเพื่อปกป้องประเทศชาติ  จบเรื่องด้วยชัยชนะในการทำศึก  มีเพียงบทละครพันทางของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  เรื่อง พระลอ และพระยาร่วง ที่แนวคิดเป็นเรื่องอุปสรรคของความรักและความลุ่มหลง  ดำเนินเรื่องด้วยความขัดแย้งภายในใจตนเอง  ตัวละครหลงใหลในโลกียวิสัยและอบายมุข จนเป็นเหตุให้ต้องเสียชีวิต
     ลักษณะบทละครของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง และบทละครของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ยังมีลักษณะขนบนิยมของละครรำ  ได้แก่ การลงสรง  ทรงเครื่อง การพรรณนาชมธรรมชาติ การยกทัพ อยู่บ้างบางตอน   ส่วนบทละครของกรมศิลปากร  จะตัดขนบนิยมของละครรำเหล่านี้ออกเกือบหมด  คงมีเพียง บทยกทัพ ตรวจพลสั้นๆ  เช่น  ในเรื่องราชาธิราช  ตอน สมิงพระรามอาสา

                                          - ปี่พาทย์ทำเพลงจีนห้อแห่ - จีนลั่นถัน -
                                            -  พระเจ้ากรุงจีนยกออกเวทีล่าง  -
                                                    -  ร้องเพลงจีนลั่นถัน  -
                            เสด็จทรงพาชีมีอำนาจ            ให้เคลื่อนพยุหบาตรปีกซ้ายขวา
                    กามนีน้อมคำนับขับอาชา                นำโยธาเป็นกระบวนด่วนเดิน
                                                                                        -  เพลงจีน  -
                                      (บทละครของกรมศิลปากร : หน้า  108)

     ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของละครพันทาง คือ  การนำภาษาต่างชาติมาใช้ในบทละครด้วย ลักษณะการนำมาใช้ มี 2 แบบ คือ  นำมาใช้ปนไปกับภาษาไทย และ ใช้ร้องเพลง  โดยอาจมีความหมาย หรือ ไม่มีความหมายก็ได้  เช่น

                                                   -  ปี่พาทย์ทำเพลงพม่า  -
                                           -  พระเจ้ากรุงอังวะยกออกเวทีล่าง  -
                                                   -  ร้องเพลงพม่าประเทศ  -
                        ขึ้นทรงคอพระยาคชาชาติ            ให้เคลื่อนคลาดนิกรซ้อนสำ
                    สมิงพระรามขี่พาชีดำ                    ชักม้านำกระบวนออกนอกบุรี
                                                        -  เพลงพม่ารำขวาน  -
                                                    -  ร้องสร้อยเพลงพม่าเขว  -
                                       เขว  เขว  เขว                เขว  อิม  มะ  เล  เล  เล
                                เขว  อิม  มะ  เล                    เล  เล
                               ไซ  ยา  มอง  เล                    เลเล  เล  เล้...
                               ไซ  ยา  มอง  เล                    เลเล  เล  เล้...
                                      เขว  เขว                        ซวย  ยา  หม่อง
                                         (บทละครของกรมศิลปากร : หน้า  109)

     นอกจากนี้ละครพันทางยังมีการสร้างตัวละครที่แสดงให้เห็นว่าเป็นชาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ คือ   การกำหนดชื่อตัวละคร  กำหนดการแต่งกาย  กำหนดอุปกรณ์ประกอบการแสดง และเลือกใช้เพลงให้เหมาะสมกับชนชาตินั้นๆ

         
 
     จากองค์ประกอบของการแสดงดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปลักษณะของละครพันทางได้ดังนี้ 
ละครพันทางเป็นละครแบบผสมที่มาจากหลายๆ  ทางคือต่างเชื้อชาติกัน ไม่ว่าจะเป็นท่ารำ  เพลงร้อง  ดนตรี  การแต่งกาย  และเรื่องที่ใช้แสดง  ดังนี้ 
     เรื่องที่ใช้แสดงละครพันทาง  เป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงชนต่างชาติต่างภาษา  เช่น  ราชาธิราช(มอญ - พม่า - จีน)  พระลอ(ลาว) 
     ดนตรีและเพลงร้อง  มีลักษณะผสมคือ ฯลฯ ทำนองเพลงเป็นเพลงไทย  แต่มีสำเนียงของชนชาตินั้นๆ  (เพลงภาษา)  มีเนื้อร้องในบางช่วงเป็นภาษาต่างชาติ  ซึ่งอาจมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้
     การแต่งกาย  แต่งตามเชื้อชาติของตัวละครที่กล่าวถึงในเรื่อง
ท่ารำ  เป็นแบบผสม  คือ  ท่ารำที่มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติที่กล่าวถึงผสมกับท่ารำของไทย 

     

 

 

ที่มา : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

ข่าวเมื่อ : 28 Jun 10 / 18:40

โดย : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร