บทความ

ดูข่าวบทความทั้งหมด >>

 

 

ระบำ รำ ฟ้อน ละคร (โครงการสืบทอดนาฏศิลป์ไทยจากศิลปินแห่งชาติหรือผู้เชี่ยวชาญ ปี พ.ศ. 2550)

 

ระบำ  รำ  ฟ้อน ละคร (โครงการสืบทอดนาฏศิลป์ไทยจากศิลปินแห่งชาติหรือผู้เชี่ยวชาญ ปี พ.ศ. 2550)
นุชนาฏ  ดีเจริญ


ระบำ รำ ฟ้อน
ความหมายของระบำรำฟ้อน

     ระบำรำฟ้อนเป็นคำศัพท์ที่ใช้ทางนาฏศิลป์  มีความหมายครอบคลุมเฉพาะการร่ายรำ ไม่มีการแสดงเรื่องราวอย่างเช่น  ละครไทย  โขน  หนัง  ผู้แสดงจะใช้กิริยาท่าทางการเคลื่อนไหวร่างกายแสดงความหมายและในการร่ายรำประดิษฐ์ให้สวยงามตามความนิยมและที่เห็นว่างามกันในสังคมเฉพาะกลุ่มเฉพาะท้องถิ่น  มีดนตรีบรรเลงประกอบหรืออาจจะมีบทร้องประกอบด้วยก็ได้ ซึ่งสามารถแยกอธิบายได้ดังนี้
    1. ระบำ  เป็นศิลปะการรำเป็นหมู่มีผู้แสดงตั้งแต่ 2 คน  ขึ้นไป  ไม่ดำเนินเรื่องราว  การเคลื่อนไหวจะพร้อมเพรียงและมีการจัดแถวอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งอาจจะกำหนดให้ผู้รำเดินสลับแถวสับเปลี่ยนกัน
    ระบำมีทั้งที่เป็นแบบดั้งเดิม ทั้งของหลวงและพื้นบ้าน และระบำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ระบำอาจจะใช้เป็นเอกเทศ  หรือแสดงประกอบโขน  ละครก็ได้  ระบำจะมีท่ารำจากเพลงช้า  เพลงเร็ว และแม่บทเป็นหลักแล้วนำมา
ปรับให้มีลีลาสอดคล้อง       กับการเคลื่อนไหว
ของร่างกายและอิริยาบถในขณะร่ายรำ เมื่อรำประกอบกับดนตรีก็ทำให้ดูสวยงามจับตามากยิ่งขึ้น การประดิษฐ์ระบำในระยะหลังส่วนใหญ่จัดท่ารำให้เข้ากับจังหวะดนตรีมากกว่าจะปรับจากท่ารำแม่บทอย่างระบำสมัยก่อน
    2. รำ เป็นศิลปะการรำที่มีทั้งรำเดี่ยวและรำคู่ ถ้าเปรียบเทียบกับระบำแล้ว กล่าวได้ว่าการรำจะมีอิริยาบถที่งดงามมากกว่าระบำ ทั้งอิริยาบถของการเคลื่อนไหวมือ  แขน ขา  ใบหน้าและลำตัวที่สวยงาม  มีจังหวะที่เหมาะเจาะเข้ากับจังหวะของเพลง  และเนื้อร้องการรำที่ใช้เป็นการแสดง ได้แก่ รำหน้าพาทย์ รำบทหรือรำใช้บทรวมทั้งการรำแบบพื้นเมืองของภาคใต้คือรำโนห์รา รำซัดชาตรี
        2.1 รำหน้าพาทย์ เป็นการรำโดยตัวละครในการแสดงโขน  ละคร  หนัง  รำตามเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงประกอบการรำ ผู้รำจะเคลื่อนไหวอิริยาบถแสดงความหมายของเพลงหน้าพาทย์ บอกให้คนดูรู้ว่าตัวละครมีศักดิ์หรือฐานะอย่างมีอารมณ์หรือกำลังแสดงกิริยาอาการอย่างไร เช่น ตัวละครจะเดินทางหรือไปที่ใดแห่งใด  ถ้าตัวละครมีศักดิ์เป็นพระมหากษัตริย์  จะรำเพลงหน้าพาทย์ชื่อพญาเดินหรือบาทสกุณี  แต่ถ้าเป็นนางกำนัลก็จะรำในเพลงหน้าพาทย์ชื่อ ชุบ เป็นต้น
        2.2 รำบทหรือรำใช้บท เป็นการรำของตัวละครซึ่งจะแสดงกิริยาท่าทางตามถ้อยคำในเนื้อเพลง ดังเช่น  รำฉุยฉายพราหมณ์  คนรำจะแสดงกิริยาท่าทางของพราหมณ์ตามความหมายของถ้อยคำในเพลงและเสียงของปี่ที่เลียนเสียงคำร้องส่วนใหญ่มีรำบทในการแสดงละครและโขน แต่การรำของตัวละครบางอย่างมีความงดงาม  ก็จะนำมาใช้แสดงเป็นเอกเทศมีทั้งรำคู่และรำเดี่ยว ได้แก่ รำหย้าหรันตามนกยูง รำฉุยฉายวันทอง รำฉุยฉายยอพระกลิ่น เป็นต้น  เพื่อให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการรำฉุยฉายได้ชัดเจนขึ้น  จึงขอกล่าวถึงรายละเอียดของการรำฉุยฉาย  ดังนี้

รำฉุยฉาย
    “รำฉุยฉาย”  เป็นการแสดงประเภทรำเดี่ยวเพื่ออวดฝีมือของตัวสำคัญในการแสดง โขน หรือละคร ในเรื่องหรือตอนนั้นๆ   เป็นการรำที่แสดงถึงความภาคภูมิใจ  เมื่อได้แต่งตัวหรือแปลงกายให้เหมือนกับตัวละครที่ต้องการจะเป็น  เช่น  รำฉุยฉายวันทอง  เป็นการแปลงกายจากเปรต  มาเป็นนางวันทอง  รำฉุยฉายยอพระกลิ่น เป็นการแปลงกายจากพราหมณ์ มาเป็นนางยอพระกลิ่น  เป็นต้น
    รำฉุยฉายเกิดขึ้นและเป็นที่นิยมในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงต้นสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2394 - 2411)  ท่ารำในยุคนั้นเป็นท่ารำเก่าที่ตกทอดมาจากรุ่นหม่อมครูแย้ม หม่อมครูอึ่ง หม่อมครูนุ่ม เจ้าจอมมารดาวาดและเจ้าจอมมารดาเขียน  เป็นรุ่นครู  ของครูลมุล  ยมะคุปต์ 
ผู้วางรากฐานหลักสูตรการเรียนการสอนนาฏศิลป์ไทย      ในวิทยาลัย
นาฏศิลป  กรมศิลปากร (ปัจจุบันคือ วิทยาลัยนาฏศิลป  สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์  กระทรวงวัฒนธรรม)  และรำฉุยฉายก็เป็นรายวิชาหนึ่งที่นักเรียนนาฏศิลป์จะต้องเรียน ตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งโรงเรียน จนมาถึงปัจจุบัน  โดยเป็นที่ยอมรับว่า เป็นรำที่ใช้อวดฝีมือความสามารถของผู้แสดง และเป็นที่นิยมในหมู่นาฏศิลปินมาจนถึงปัจจุบัน
    การรำฉุยฉายจะพบได้ใน 3 ลักษณะ คือ
    1.  รำฉุยฉายแบบเต็ม  คือ รำฉุยฉายที่ประกอบด้วยบทร้องเพลงฉุยฉาย และบทร้องเพลงแม่ศรีอย่างละ 2 บท หรือมากกว่า
    2.  รำฉุยฉายแบบตัด คือ รำฉุยฉายที่ประกอบด้วยบทร้องเพลงฉุยฉาย และบทร้องเพลงแม่ศรีอย่างละ 1 บท  เพื่อความเหมาะสมกับเวลาที่ใช้แสดง
    3.  รำฉุยฉายพวง  รำฉุยฉายที่ประกอบด้วยบทร้องเพลงฉุยฉาย และบทร้องเพลงแม่ศรี  โดยไม่ต้องมีเสียงปี่เป่าเลียนเสียงบทร้อง  ได้แก่  รำฉุยฉายกิ่งไม้เงินทอง  และรำฉุยฉายยอพระกลิ่น  ในการแสดงละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง มณีพิชัย 

ประเภทของการรำฉุยฉาย
    รำฉุยฉาย  สามารถแยกประเภทตามลักษณะของการใช้งานได้ดังนี้
    1.  รำฉุยฉายที่อยู่ในการแสดงโขน  มี 7 ชุด คือ
        1.1  รำฉุยฉายเบญกายแปลง  อยู่ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์  ตอน นางลอย
               1.2  รำฉุยฉายศูรปนขา  อยู่ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์  ตอน ศูรปนขาหึง
         1.3   รำฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน อยู่ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน หนุมานถวายแหวน
                1.4  รำฉุยฉายมานพ  อยู่ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์  ตอน  ศึกวิรุญจำบัง
               1.5   รำฉุยฉายอินทรชิตแปลง  อยู่ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ศึกพรหมมาสตร์
          1.6  รำฉุยฉายทศกัณฐ์ปลอม  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ฉุยฉายทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์ อยู่ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์  ตอน ทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์
               1.7   รำฉุยฉายหนุมานทรงเครื่อง อยู่ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ชูกล่องดวงใจ
    2. รำฉุยฉายที่อยู่ในการแสดงละคร  มี 8 ชุด คือ
           2.1  รำฉุยฉายศูรปนขา  อยู่ในการแสดงละครดึกดำบรรพ์  เรื่องรามเกียรติ์  ตอนศูรปนขาหึง
              2.2  รำฉุยฉายเบญกายแปลง อยู่ในการแสดงละครดึกดำบรรพ์ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน นางลอย
            2.3  รำฉุยฉายยอพระกลิ่น  อยู่ในการแสดงละครดึกดำบรรพ์  และละครนอก เรื่องมณีพิชัย
           2.4 รำฉุยฉายวันทอง  อยู่ในการแสดงละครนอก และละครเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน  ตอนพระไวยแตกทัพ
        2.5  รำฉุยฉายนางแมว  อยู่ในการแสดงละครนอก เรื่องไชยเชษฐ์
        2.6  รำฉุยฉายพราหมณ์เล็กพราหมณ์โต อยู่ในการแสดงละครนอก เรื่อง สุวรรณหงส์
         2.7  รำฉุยฉายฮเนา อยู่ในการแสดงละครนอก  เรื่องเงาะป่า
                  2.8  รำฉุยฉายไกรทอง  อยู่ในการแสดงละครนอก  เรื่องไกรทอง
    3. รำฉุยฉายที่เป็นการแสดงเบิกโรง  มี 2 ชุด คือ
        3.1 รำฉุยฉายกิ่งไม้เงินทอง  เป็นการรำเบิกโรง  การแสดงละครใน
        3.2 รำฉุยฉายพราหมณ์  อยู่ในการแสดงเบิกโรง เรื่อง  พระคเณศเสียงา
    4. รำฉุยฉายที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงต่างๆ  ได้แก่
        4.1  รำฉุยฉายเพลงปี่ ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้แสดงในวันสุนทรภู่  (วันที่ 26  มิถุนายน)
        4.2  ชุมนุมฉุยฉาย  ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อต้องการให้ผู้ชมเห็นถึงความแตกต่างในกระบวนรำ ของ  ตัวพระ  ตัวนาง  ตัวยักษ์  และตัวลิง   
        4.3  ฉุยฉายสวนสุนันทา  ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
        4.4  ฉุยฉายจามจุรี  ของ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
        4.5  ฉุยฉายนเรศวร  ของ  มหาวิทยาลัยนเรศวร                     
          ฯลฯ
    รำฉุยฉายที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ในลักษณะของ รำฉุยฉายประจำสถาบัน  บทร้องจะกล่าวถึง  สัญลักษณ์   ความดี ความงาม   เรื่องราวของสถาบันที่ต้องการนำเสนอ   แต่ทั้งนี้ลักษณะการรำคงยึดถือรูปแบบเดิม คือ  ประดิษฐ์ในลักษณะฉุยฉายแบบเต็ม   ฉุยฉายแบบตัด  หรือฉุยฉายพวง
    จากประเภทของการรำฉุยฉาย และลักษณะการรำฉุยฉายที่กล่าวมาข้างต้น  เป็นลักษณะของการรำฉุยฉายที่เป็นการอวดฝีมือของผู้แสดง   นอกจากนี้ ยังพบว่า  มีการเล่นฉุยฉายในลักษณะของการแสดงพื้นบ้าน  ที่เรียกว่า  “ฉุยฉายเข้าวัด” ของจังหวัดสุโขทัย   ซึ่ง อาจารย์สำเนา  จันทร์จรูญ ได้ถ่ายทอดให้นิสิตมหาวิทยลัยนเรศวร  ตั้งแต่สมัยยังเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  พิษณุโลก การแสดงชุดนี้ มีลักษณะเป็นเพลงพื้นบ้าน  ที่ใช้ร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย หญิง ในลักษณะของการเกี้ยวพาราสีกัน  และมีท่ารำที่ใช้ประกอบการแสดงในแต่ละบท
    รำฉุยฉาย เป็นการรำที่แสดงให้เห็นถึงสุนทรียะในด้านนาฏกรรมไทยที่น่าชมที่สุด  เนื่องจากบทร้องของเพลงฉุยฉายมีโครงสร้างทางดนตรีที่เหมาะสมแก่การรำทำบททางนาฏศิลป์ไทย  ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดท่ารำฉุยฉาย และรำฉุยฉายได้งดงามนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถ และผ่านการฝึกฝนในการร่ายรำมาแล้วทั้งการรำพื้นฐานเพื่อฝึกสมาธิและฝึกฝนการจับจังหวะ  คือ เพลงช้า  เพลงเร็ว  และฝึกการรำใช้บท  คือการรำตามบทที่กำหนดให้ 
    นอกจากนี้ยังต้องผ่านการฝึกฝนในเรื่องการแสดงละคร และโขน  เพราะการรำฉุยฉายบางชุด อยู่ในการแสดงโขน หรือ ละคร  ผู้แสดงจะต้องรู้ว่ากำลังแสดงเป็นตัวละคร หรือ ตัวโขน ตัวใด  เพื่อจะได้แสดงลีลาท่าทางได้ถูกต้อง  เพราะลีลาของตัวละครแต่ละแบบแตกต่างกัน  เช่น  ถ้าเป็นละครในหรือโขน  ลีลาการร่ายรำจะต้องแช่มช้อย  ประณีต  โดยเฉพาะในบทนางกษัตริย์ จะมีบุคลิกภาพที่นุ่มนวล  สง่างาม  มีความภูมิฐานและความอ่อนหวานในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นละครนอกลีลาการร่ายรำจะรวดเร็ว  กระแทกกระทั้น   ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าได้รับบทเป็นตัวละครใดต้องศึกษาภูมิหลังของตัวละครตัวนั้นให้เข้าใจ  เพื่อจะได้นำเสนอลีลาการร่ายรำที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวละครได้อย่างแท้จริง

ข้อสังเกตในการเรียกการแสดงชุดหนึ่งชุดใดว่า  “รำ” นั้น มีดังนี้
    1. ถ้าเป็นการแสดง “เดี่ยว” (รำคนเดียว) เรียกว่า “รำ”
    2. หากเป็นการแสดงคู่ พิจารณาดูที่  “บท” ว่ารำใช้บทเดียวกันจะออกไปในรูป “ระบำ” ถ้าใช้คนละบทมักจะเรียกว่า“รำ” เช่นรำชุดเงาะรจนาเสี่ยงพวงมาลัยออกมารำ 2 คน แต่รำคนละบท ลีลาของตัวละครต่างกัน หรือรำอาวุธ ก็เรียกว่า“รำ” เพราะตัวละครทั้ง 2 ฝ่ายต่างสู้กันด้วยลีลาคนละแบบ เป็นต้น
    3. การแสดงบางชุดอาจจะแสดงเป็นหมู่ เช่นรำสีนวล รำแม่บท แต่ยังคงเรียกว่า“รำ” ไม่เรียกว่า“ระบำ”ในกรณีนี้จะต้องพิจารณาต่อไปอีกว่าการแสดงชุดนั้นตัดตอนมาจากละครหรือไม่ ถ้ามาจากละครหรือการรำนั้นเป็นการรำของตัวละครเดี่ยวมาก่อน ถึงแม้จะตัดตอนมาแสดงแล้วรำเป็นหมู่ก็ยังคงเรียกว่า “รำ” ตามความหมายเดิมของการแสดงชุดนั้นไว้ เช่น รำสีนวล เป็นการรำของนางวิฬาร์(นางแมว) ตัวละครในเรื่องไชยเชษฐ์  รำแม่บทมาจากเรื่อง  รามเกียรติ์  ตอนนารายณ์ปราบนนทุก  เป็นบทรำของนางนารายณ์แปลงรำล่อนนทุกให้รำตาม (อมรา  กล่ำเจริญ. 2531: 58 )
    4.  ฟ้อนหรือเซิ้ง เป็นการรำที่จัดเป็นการละเล่นหรือการแสดงพื้นบ้านมีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปตามกลุ่มวัฒนธรรมย่อย ส่วนใหญ่มักแสดงเป็นหมู่ไม่จำกัดจำนวนคนรำ ถ้าเป็นการรำของภาคเหนือ  เรียกว่า  ฟ้อน เช่นฟ้อนสาวไหม ฟ้อนเล็บ หรือฟ้อนผู้ไท ฟ้อนแมงตับเต่าของชาวอีสานกลุ่มวัฒนธรรมไทยลาว เป็นต้น
    ส่วนเซิ้งเป็นชื่อการรำของชาวอีสาน แต่เดิมเรียกว่า “เซิ้ง” หมายถึง “ท่วงทำนองการขับร้องอย่างหนึ่ง” เช่น ท่วงทำนองการขับร้องในพิธีแห่บั้งไฟ เรียกว่า เซิ้งบั้งไฟ แต่ต่อมาความหมายกลายไป คำว่า “เซิ้ง”  จึงหมายความว่าการร่ายรำ
    ระบำรำฟ้อนเป็นศิลปะการร่ายรำที่ได้ปรับปรุงให้ประณีตงดงาม โดยสร้างสรรค์และประดิดประดอยอากัปกิริยาท่าทางการเคลื่อนไหวจนมีลีลาท่าทางที่ลงตัว และเป็นแบบเฉพาะของคนไทย

ความเป็นมาของระบำรำฟ้อน
    ในสมัยโบราณระบำรำฟ้อนถือเป็นการละเล่นชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อน ละคร โขน หนัง และหุ่น กล่าวได้ว่า  ระบำรำฟ้อนมีวิวัฒนาการมาจากการแสดงกิริยาท่าทางของมนุษย์  เมื่อเกิดอารมณ์รื่นเริงบันเทิงใจ โดยปรับปรุงการเคลื่อนไหวของมือ แขน ลำตัว และการก้าวเท้าให้ประณีตสวยงามตามคตินิยมของวัฒนธรรมและเข้ากับเพลงและดนตรี จนกระทั้งกลายเป็นศิลปะการร่ายรำที่มีแบบแผนชัดเจน และมีการถ่ายทอดสืบต่อกันมา
นอกจากจะเป็นการแสดงกิริยาอาการเมื่อเกิดอารมณ์รื่นเริงบันเทิงใจแล้ว ระบำรำฟ้อนยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม ตามระบบความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ เช่น พิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต พิธีกรรมเกี่ยวกับการทำมาหากิน และพิธีกรรมเกี่ยวกับชุมชนหรือสังคมเป็นส่วนรวม ต่อมาเมื่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมค่อยๆ คลี่คลายลดลักษณะพิธีกรรมลงเรื่อยๆ การละเล่นก็จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเป็นการแสดงเพื่อความสนุกสนานนานๆ  เข้าก็หลงลืมเค้าดั้งเดิม  และอาจไม่เหลือร่องรอยว่าสิ่งเหล่านั้นเคยมีความหมายสำคัญอันขลังและศักดิ์สิทธิ์มาก่อน เพราะการละเล่นบางอย่างกลายเป็นการแสดงเพื่อความสนุกสนานแต่เพียงอย่างเดียว
บรรดาระบำรำฟ้อนหรือการละเล่นต่างๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมซึ่งนักปราชญ์ราชบัณฑิต และนักวิชาการมักจำแนกได้เป็น “ประเพณี” ที่แตกต่างกัน 2 ระดับ คือ “ประเพณีราษฎร์” และ “ประเพณีหลวง” ซึ่งประเพณีคู่นี้มิได้แยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะต่างมีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันตลอดมา ดังนั้นจึงสามารถแบ่งประเภทของระบำรำฟ้อนออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ระบำรำฟ้อนพื้นบ้าน (ของราษฎร์) และระบำรำฟ้อนของหลวง

ระบำรำฟ้อนพื้นบ้าน
    ระบำรำฟ้อนพื้นบ้านเป็นศิลปะการร่ายรำของชาวบ้าน ซึ่งแสดงท่าทีลีลาของการใช้มือและแขนเป็นหลัก มักจะแสดงออกในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะในงานนักขัตฤกษ์ เมื่อชาวบ้านว่างจากการประกอบกิจการงานและงานในอาชีพก็มักจะมาชุมนุมร่วมกันทำบุญ เมื่อเสร็จสิ้นงานบุญแล้ว จะมีเวลาพบปะและทำกิจกรรมที่สนุกสนานรื่นเริงร่วมกัน ด้วยการเล่นการละเล่น ร้องเพลง และร่ายรำด้วยจิตใจที่เบิกบานแจ่มใส การร่ายรำของชาวบ้านจึงเป็นการแสดงอารมณ์ความรู้สึกภายในออกมา เพราะผู้เล่นจะร่ายรำอย่างอิสระตามที่ใจนึก ประกอบการร้องเพลงและทำนองดนตรีพื้นบ้าน ไม่มีข้อบังคับกำหนดว่าจะต้องร่ายรำท่าใดและอย่างไร ผู้เล่นเพียงแต่แสดงกิริยาท่าทางให้สอดคล้องกับเนื้อเพลงและจังหวะของดนตรี ดังจะเห็นได้จากการร่ายรำประกอบการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว พ่อเพลงและแม่เพลงจะกวัดแกว่งรวงข้าวและเคียวในท่าที่จะกำหนดเอาเอง แต่จะลงจังหวะเพลงและสอดคล้องกับความหมายของเนื้อเพลง เป็นท่ารำที่แต่ละคนคิดประดิษฐ์ท่ารำเอง ระบำรำฟ้อนพื้นบ้านมีคุณค่าในแง่ที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมของคนไทยกลุ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สมควรที่จะต้องอนุรักษ์และพัฒนาไว้เป็นมรดกของชาติต่อไป ซึ่งอาจแบ่งตามลักษณะภูมิภาคได้เป็น 4 ประเภทคือ
1.  ระบำรำฟ้อนของภาคกลาง ด้วยเหตุที่การดำเนินชีวิตของประชาชนในภาคกลางส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร ชาวบ้านภาคกลางจึงมีวัฒนธรรมการเล่นเพลงประกอบการเก็บเกี่ยวพืชพรรณมากกว่าชาวบ้านภาคอื่นๆ จึงมีการร่ายรำในเพลงประกอบการทำงานในไร่นาและเมื่อร้างจากการทำงานในลานนวดข้าว ได้แก่ การรำประกอบการเล่นเพลงเหย่อย เพลงเกี่ยวข้าว เพลงพวงมาลัย เพลงฉ่อยและที่น่าสนใจคือ รำโทน ซึ่งเป็นการร่ายรำเป็นคู่ ตามจังหวะโทนและฉิ่ง ในเวลากลางคืนเมื่อเสร็จจากการงานและกิจวัตรประจำวันการรำในวงเถิดเทิงกลองยาวในงานแห่หรือเฉลิมฉลองต่างๆ การรำแม่ศรีในพิธีทรงเจ้าเข้าผี เป็นต้น (ธิดา โมสิกรัตน์ และจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์. 2533 : 92 – 94) ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างมาโดยสังเขป 2 ชนิด คือ รำวง และรำเหย่อย
    1.1  รำวง ศิลปะแห่งการรำวง สืบเนื่องจากการรำโทน ซึ่งเป็นการเล่นพื้นเมืองของชาวไทยที่นิยมเล่นกันในเทศกาลเฉพาะท้องถิ่นในบางจังหวัด  ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป  เช่น  รำวงประกอบบท(จังหวัดนครสวรรค์)  รำวงโบราณ(จังหวัดอุทัยธานี)  รำวงแบบบท(จังหวัดพัทลุง)  รำวงเวียนครก(จังหวัดทางภาคใต้)  เป็นต้น  เครื่องดนตรีที่ใช้ก็มี ฉิ่ง กรับ และโทน สำหรับตีเป็นจังหวะประกอบฟ้อนรำ โดยเหตุที่การฟ้อนรำใช้จังหวะโทนตีตามหน้าทับ ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นโดยเฉพาะเป็นหลักสำคัญจึงเรียกฟ้อนรำแบบนี้ว่า “รำโทน” มาแต่เดิม ต่อมาราว พ.ศ. 2483 มีผู้นำเอาแบบอย่างรำโทนไปเล่นกันในท้องถิ่นอื่นๆ และเล่นกันไม่เฉพาะแต่ฤดูเทศกาล จึงเกิดมีผู้นิยมเล่นแพร่หลายกันไปในจังหวัดต่างๆ ทั้งมีผู้คิดแต่งบทร้องกับประดิษฐ์ทำนองเพลงให้เข้ากับจังหวะหน้าทับของโทน ที่ใช้อยู่เดิมอีกด้วย บทขับร้องเหล่านั้นโดยปกติเป็นบทเชิญชวน บทสัพยอกหยอกเย้าบทชมโฉมและบทรำพันรักระหว่างหนุ่มสาวตลอดจนบทพลอดพร่ำล่ำลาจากกันเมื่อจะเลิกเล่น บทร้องเหล่านั้นดูไม่สู้พิถีพิถันถ้อยทำนองแปลกๆ เกิดเพิ่มพูนอยู่เสมอ ไม่ทราบว่า ผู้ใดแต่งบทและและประดิษฐ์ทำนองขึ้นเมื่อมีบทเกิดขึ้นใหม่บทเก่าก็เสื่อมไป บางบทก็สูญหายไปจากความทรงจำบทใดที่รู้จักไพเราะและกินใจก็จดจำกันได้นาน
    ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ สอง (พ.ศ. 2484 – 2488) ประชาชนในพระนครและธนบุรี พากันนิยมกันเล่นรำโทนอยู่ทั่วๆ ไป และเพื่อเชิดชูศิลปะการละเล่นพื้นเมืองแบบนี้ให้มีระเบียบเรียบร้อย เป็นแบบฉบับอันดีงามตามแบบนาฏศิลป์ของไทย รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากรปรับปรุงการเล่นรำโทนขึ้นใหม่ เมื่อ  พ.ศ. 2487  กรมศิลปากรจึงได้สร้างบทร้องขึ้นใหม่  4  บท  คือ  เพลงงามแสงเดือน  เพลงชาวไทย  เพลงรำมาซิมารำ  และเพลงคืนเดือนหงาย โดยปรับปรุงทำนองเพลงและเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการเล่นพร้อมทั้งจัดท่ารำให้งดงามถูกต้องตามแบบฉบับของนาฏศิลป์ไทย  เช่น  นำเอาท่ารำที่ชื่อว่า “สอดสร้อยมาลา”  “ชักแป้งผัดหน้า” “แขกเต้าเข้ารัง” และ “รำส่าย” เป็นต้น มากำหนดไว้เป็นแบบฉบับ และแม่ท่า แต่ท่ารำเหล่านี้ก็เพียงแต่กำหนดไว้เป็นแบบมาตรฐานเท่านั้น ผู้สันทัดทางนาฏศิลป์อาจเปลี่ยนแปลงยักย้ายเปลี่ยนท่าไปได้สุดแต่จะเห็นงามด้วยความช่ำชอง ส่วนผู้ที่รักสนุก และใคร่จะร่วมเล่นร่วมรำด้วยบ้างแต่มิถนัดทางนาฏศิลป์ก็อาจเข้าร่วมเล่นเพื่อความบันเทิงใจได้ โดยเพียงแต่รักษาจังหวะทำนองของแต่ละบท ในการปรับปรุงครั้งนั้น กรมศิลปากรได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่จากที่เรียกกันว่า รำโทน มาเป็น “รำวง” โดยที่เห็นว่าผู้เล่นย่อมร่วมวงกันเล่นหรือรำเล่น เคลื่อนย้ายเวียนไปเป็นวง ซึ่งระยะต่อมา ท่านผู้หญิงละเอียด  พิบูลสงคราม ได้กรุณาช่วยแต่งบทขับร้องให้ใหม่อีก 6 บท คือ  เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ  เพลงดอกไม้ของชาติ  เพลงหญิงไทยใจงาม  เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า  เพลงยอดชายใจหาญ  และเพลงบูชานักรบ  นับว่าเป็นเกียรติแห่งศิลปะการเล่นรำวงสมัยที่ปรับปรุงใหม่นี้เป็นอย่างยิ่ง
    แม้สุดสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ศิลปะแห่งการรำวงก็ยังได้รับความนิยมต่อมาจนบัดนี้ ทั้งมีผู้นำเอาไปเล่นสลับเต้นรำในงานลีลาศและชาวต่างประเทศก็นิยมเล่นเพลงรำวงกันแพร่หลายเป็นศิลปะที่นิยมกันไปในนานาประเทศ นับแต่ได้ปรับปรุงศิลปะแห่งการรำวงขึ้น 10 บทนี้แล้ว ก็คงมีบทรำวงที่แต่งกันขึ้น ต่อมาอีกหลายสิบและหลายร้อยบท ซึ้งส่วนใหญ่ก็คงแต่งกันขึ้นตามแนวที่ปรับปรุงไว้ โดยยึดหลักในสิบบทนั้นเป็นแบบฉบับ แต่ก็มีอยู่บ้างที่มีผู้คิดพลิกแพลงไปใช้จังหวะและหน้าทับอย่างอื่นให้เร่งเร้ายิ่งขึ้นตามสมัยนิยม
2. ระบำรำฟ้อนของภาคเหนือ คำว่าระบำรำฟ้อน ภาษาไทยถิ่นภาคเหนือเรียกรวมว่า “ฟ้อน” เพียงคำเดียว การฟ้อนของชาวล้านนามีลีลาท่าทางการรำที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น คือ แช่มช้อย สวยงาม นอกจากนี้ การฟ้อนของภาคเหนือไม่จำกัดจำนวนคนฟ้อนหรือที่เรียกว่า ช่างฟ้อน ซึ่งหมายถึง ทั้งชายและหญิงที่รำท่าต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องรำเก่งหรือมีความชำนาญกว่าคนอื่นๆ การฟ้อนของภาคเหนือมีทั้งฟ้อนคนเดียว และฟ้อนโดยช่างฟ้อนจำนวนมาก
    ด้วยเหตุที่อาณาจักรล้านนา เป็นถิ่นที่รวมของชนเผ่าต่างๆ จึงมีศิลปะการฟ้อนเป็นของตนเองตามเผ่าพันธุ์ สังเกตได้จากชื่อที่ใช้เรียกการฟ้อน คือ ฟ้อนเงี้ยวของชาวไตหรือไทยใหญ่ ฟ้อนไตของชาวไตยอง ไตลื้อ ไตเขิน เป็นต้น การฟ้อนของชาวล้านนาเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะ เมื่อมีการติดต่อกับภาคกลางและอิทธิพลของราชสำนัก ศิลปะการฟ้อนที่เป็นแบบพื้นบ้านได้พัฒนาเปลี่ยนแปลง  เกิดมี
การฟ้อนแบบต่างๆ  รวมทั้งมีการประดิษฐ์เป็น
การฟ้อนของชนเผ่าต่างๆ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการฟ้อนแบบพื้นบ้าน ซึ่งเป็นแบบดั้งเดิมของล้านนา และการฟ้อนที่ปรับปรุงด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมหลวงโดยมีเค้าแบบดั้งเดิม
    2.1 การฟ้อนแบบพื้นบ้านดั้งเดิม  การฟ้อนแบบพื้นบ้านดั้งเดิมเป็นการฟ้อนที่มีประวัติความเป็นมาช้านาน ไม่สามารถสืบหาต้นกำเนิดได้ว่า เกิดขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้างสรรค์ท่าฟ้อน การฟ้อนในกลุ่มนี้ ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนแง้น ฟ้อนบั่นฝ้าย และฟ้อนหางนกยูง
        2.1.1 ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเล็บที่กล่าวถึงนี้เป็นการฟ้อนเล็บแบบดั้งเดิม ซึ่งนิยมแพร่หลายในภาคเหนือ ยกเว้นแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการฟ้อนมีดนตรีบรรเลงประกอบการฟ้อน เรียกว่า วงตึ่งโนง (บางถิ่นเรียกว่า วงต๊กเซ่ง) ประกอบด้วยกลองหลวงหรือกลองแอว ปี่แนหลวง ปี่แนน้อย สว่าหรือฉาบ และกลองตะโล้ดโป้ด
ช่างฟ้อนเล็บเป็นหญิงล้วน แต่งกายแบบสตรีพื้นเมือง สวมเล็บ ซึ่งทำด้วยทองเหลือง เป็นกรวยที่นิ้วทั้งสี่ มือขวามือซ้าย (ยกเว้นหัวแม่มือ) ลีลาการฟ้อนไม่มีแบบแผนแน่นอน ดังนั้นในการฟ้อนครั้งหนึ่งๆ ช่างฟ้อนจะกำหนดนัดหมายกันเองว่าจะฟ้อนท่าใดก่อนและต่อด้วยท่าใดบ้าง
ฟ้อนเล็บใช้ฟ้อนนำขบวนครัวทาน หรือขบวนแห่เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ซึ่งจะนำไปถวายพระที่วัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งนิยมนำไปถวายในตอนเย็นหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน ดังนั้นจำนวนช่างฟ้อนจึงไม่จำกัดว่ามีมาก-น้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของผู้หญิงในหมู่บ้านนั้น ๆ ที่จะร่วมขบวนมาเป็นช่างฟ้อน ปัจจุบันพัฒนามาใช้ฟ้อนต้อนรับอาคันตุกะผู้เป็นแขกชาวต่างประเทศของราชการ และมาเยือนจังหวัดทางภาคเหนือ
        2.1.2  ฟ้อนแง้น เป็นการฟ้อนในแถบจังหวัดน่าน และแพร่ ช่างฟ้อนเป็นช่างซอชายและช่างซอหญิง ซึ่งจะฟ้อนเอาใจผู้ชม มีลีลาการฟ้อนค่อนข้างโลดโผนในลักษณะของการรำ และการแอ่นตัวไปข้างหลังเพื่อคาบเงินหรือสิ่งของที่ผู้ชมนำมาวางให้เป็นรางวัล ท่าฟ้อนไม่มีรูปแบบกำหนดเป็นแบบแผนแน่นอนตามแต่ช่างซอจะคิดท่าฟ้อนให้เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ดู มีเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบ ได้แก่ ซึง สะล้อ และปี่จุม
        ปัจจุบันฟ้อนแง้นได้ปรับปรุงให้เป็นชุดการแสดงเฉพาะแบบหนึ่ง ไม่จำกัดว่าต้องเป็นการฟ้อนที่แทรกอยู่ในการขับซออย่างสมัยก่อน
        2.1.3 ฟ้อนปั่นฝ้าย เป็นการฟ้อนที่นิยมแพร่หลายในเขตจังหวัดน่าน แพร่ พะเยาและเชียงราย เป็นการฟ้อนที่นำมาใช้เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศเมื่อขับซอจบตอนใดตอนหนึ่งไปแล้ว ช่างซอจะฟ้อนด้วยลีลาที่เลียนแบบกิริยาปั่นฝ้าย เมื่อช่างปี่กำลังบรรเลงรับตอนท้ายของคำซอพอจบก็จะออกฟ้อน ซึ่งดนตรีจะบรรเลงต่อด้วยเพลงปั่นฝ้ายประกอบการฟ้อน
        2.1.4 ฟ้อนหางนกยูง เป็นการฟ้อนโดยช่างฟ้อนจะถือหางนกยูงไว้ทั้ง 2 มือ และออกร่ายรำ ฟ้อนหางนกยูงได้เสื่อมสูญไปแล้ว เพิ่งจะรื้อฟื้นการฟ้อนขึ้นใหม่ โดยนายชื่นช่างฟ้อนพื้นบ้าน ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ได้ฟ้อนแสดงในงานไหว้สาแม่ฟ้าหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2529
    2.2  การฟ้อนที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมหลวง เมื่อวัฒนธรรมหลวงได้แพร่กระจายมาสู่อาณาจักรล้านนา ได้รับแบบแผนการรำของภาคกลางมาใช้ปรับปรุงการฟ้อนแบบดั้งเดิมของพื้นบ้านได้แก่ ลีลาท่ารำ กระบวนการจัดแถวการเดินสลับ รวมทั้งการใช้ดนตรีประกอบการฟ้อน กลายเป็นการฟ้อนของพื้นเมืองได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนส่องน่านหรือฟ้อนน้อยใจยา และฟ้อนสาวไหม
        2.2.1 ฟ้อนเล็บ  ในที่นี้เป็นการฟ้อนเล็บแบบคุ้มเจ้าเหนือหรือแบบราชสำนัก ซึ่งปรับปรุงลีลาท่ารำให้มีลักษณะเป็นท่ารำของละครใน ได้แก่ การจีบมือ การก้าวเท้า การยกเท้า การย่อตัว และทรงตัว รวมทั้งเพิ่มท่าฟ้อนที่ใช้ในการเชื่อมท่าหนึ่งไปอีกท่าหนึ่งให้ต่อเนื่องกันฟ้อนเล็บที่ปรับปรุงใหม่นี้ มีลีลาการฟ้อน ซึ่งกำหนดท่าไว้แน่นอนชัดเจน มีการฝึกหัดและกำหนดตัวช่างฟ้อนล่วงหน้า ใช้เป็นการแสดงอวดความสามารถ ความพร้อมเพรียงในการฟ้อนที่สวยงามอ่อนช้อย
        แม้ว่าท่าฟ้อน กระบวนการฟ้อน และวัตถุประสงค์ของการฟ้อนเล็บจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังคงใช้วงดนตรีและเพลงบรรเลงประกอบการฟ้อนที่ยังคงรักษารูปแบบและทำนองดั้งเดิมของเพลงพื้นบ้านภาคเหนือไว้
        2.2.2 ฟ้อนเทียน  เป็นการฟ้อนที่ปรับปรุงจากฟ้อนเล็บใช้แสดงในเวลากลางคืน มีท่ารำและกระบวนการรำแบบเดียวกับฟ้อนเล็บ  เพียงแต่ช่างฟ้อนจะเปลี่ยนจากสวมเล็บมาถือเทียนแทน เป็นการฟ้อนที่สวยงาม สร้างบรรยากาศด้วยแสงเทียนวับแวม
        2.2.3 ฟ้อนล่องน่านหรือฟ้อนน้อยยาใจ  เป็นการฟ้อนคู่ของช่างฟ้อนชาย - หญิง ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นประกอบการแสดงละครซอเรื่อง  น้อยใจยา  มีลีลาการฟ้อนในลักษณะการเกี้ยวพาราสี  ใช้วงปี่พาทย์บรรเลงทำนอง  “ล่องน่านน้อยใจยา” มีคำร้องประกอบ
        2.2.4 ฟ้อนสาวไหม  เป็นการฟ้อนที่ฟ้อนได้ทั้งชายและหญิงส่วนมากช่างฟ้อนจะแต่งชุดที่ทะมัดทะแมง เป็นเครื่องแต่งกายแบบเดียวกับชุดฟ้อนเจิงและตบมะผาบ โดยจะสวมกางเกงพื้นบ้านที่เรียกว่า เตี่ยวสะตอ และเสื้อม่อฮ่อมคาดเอวด้วยผ้าสีแดง มีลีลาการฟ้อนเลียนแบบการสาวเส้นฝ้ายเพื่อใช้ทอผ้า
        ฟ้อนสาวไหมแต่เดิมช่างฟ้อนจะแต่งกายตามแบบพื้นบ้านแยกตามเพศของผู้ฟ้อน มีดนตรีบรรเลงประกอบ แต่เดิมใช้เพียงวงกลองก้นยาว ซึ่งเป็นกลองของชาวไต ปัจจุบันใช้วงปี่พาทย์หรือวงสะล้อซึง และมีการประดิษฐ์ท่ารำ โดยผสมผสานท่าฟ้อนปั่นฝ้ายกับกิริยาท่าทางการสาวเส้นฝ้ายด้วยการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ
    จากระบำรำฟ้อนของภาคเหนือทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าว จะเห็นได้ว่า เดิมเป็นการฟ้อนของชาวบ้าน เพื่อความบันเทิงในงานบุญ และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมเพรียงของสมาชิกในหมู่บ้าน ต่อมาได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมของภาคกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมหลวง และวัฒนธรรมของชนเผ่าในภาคเหนือ  ประกอบกับความต้องการเปลี่ยนแปลงการแสดงแบบเดิมให้มีลักษณะแปลกใหม่ ดึงดูดความสนใจของคนดู จึงเกิดการปรับปรุงการฟ้อนแบบดั้งเดิมให้มีความสวยงาม มีแบบแผนการฟ้อนที่แน่นอนชัดเจน เป็นต้น และปัจจุบันได้มีการประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นใหม่อีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การฟ้อนของภาคเหนือแบบดั้งเดิมแบบที่ปรับปรุงและแบบที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ล้วนมีลีลาการฟ้อน ใช้เพลงบรรเลงและเพลงขับร้องที่คงลักษณะแบบล้านนา อันเป็นที่รับรู้กันทั่วไปเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนา
3.  ระบำรำฟ้อนของภาคอีสาน  การฟ้อนรำของชาวอีสานแบ่งตามกลุ่มวัฒนธรรมได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มวัฒนธรรมไทยลาว และกลุ่มวัฒนธรรมไทยเขมร ศิลปะการฟ้อนรำของชน 2 กลุ่ม ซึ่งเป็นมรดกตกทอดถึงปัจจุบัน ได้แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวอีสานซึ่งผูกพันอยู่กับพิธีกรรมความเชื่อ การฟ้อนรำในอดีตของชาวบ้านมิได้เกิดขึ้นเพื่อความสวยงามหรือเพื่อใช้แสดงให้คนดู แต่เป็นการฟ้อนเพื่อความเป็นสิริมงคลของหมู่คณะ และเพื่อความสนุกสนานในกลุ่มชนเดียวกันในเทศกาลงานบุญประเพณี
    ร

 

 

ที่มา : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมคณะมนุษยศาสตร์

ข่าวเมื่อ : 24 Jun 10 / 19:03

โดย : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร