บทความ

ดูข่าวบทความทั้งหมด >>

 

 

รำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย

 

รำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย
นุชนาฏ ดีเจริญ *


บทคัดย่อ
     การวิจัยเรื่องรำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
ความเป็นมา รูปแบบ วิธีการแสดง และวิเคราะห์ท่ารำของรำกลองยาว อำเภอศรีสำโรง
จังหวัดสุโขทัย ในช่วงปี พ.ศ.2500 – 2546 โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบมีส่วนร่วมแล้วนำ
ลักษณะท่ารำมาวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า รำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย
ที่ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยได้รับรางวัลหลายรางวัลรวมถึงการได้รับเชิญไปสาธิตตามสถานที่
ต่าง ๆ คือ รำกลองยาวของคณะจันทร์ทรงกลด ซึ่งมี นายสำเนา จันทร์จรูญ เป็นหัวหน้าคณะ จัดเป็นคณะ
กลองยาวที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอ รำกลองยาวของคณะนี้เป็นการนำลักษณะท่ารำกลองยาว
ในอดีตอันเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลไปพัฒนาให้เป็นรูปแบบการแสดงมากขึ้น โดยเรียงร้อยผสม
กับท่ารำของใหม่ และเพิ่มเติมผู้แสดงฝ่ายหญิงเข้าไปให้มีสีสัน จากเดิมที่มีเฉพาะผู้บรรเลงกลองยาวที่เป็น
ชายล้วน การรำกลองยาวนี้มีรูปแบบที่เป็นขบวน และรูปแบบการแสดงบนเวที โดยมีลำดับขั้นตอนการ
แสดงเหมือนกัน แบ่งออกเป็น 7 ช่วงการแสดง ในการแสดงในช่วงที่ 2 – 7 ก่อนเริ่มแสดงต้องไหว้ครู
ก่อน 3 ครั้ง และจบลงที่การไหว้ลาอีก 1 ครั้ง ถือเป็นการจบการแสดงในแต่ละช่วง

Abstract
     The objective of the research on Ram Klong Yao in Sisamrong District,
Sukhothai Province is to study its history in order to explore its patterns and methods and
to analyze its dance styles from 1957 to 2003 using interviews, participatory data
collection and an analysis of dance styles. The finding is that Ram Klong Yao in
Sisamrong District, Sukhothai province still exists today and has been awarded several
times including invitations to perform in various places is Ram Klong Yao of Chan Song
Klod Team led by Mr. Samnao Janjaroon. The team’s Ram Klong Yao combines
traditional dance patterns with new ones adding female dancers to the traditional males.
This dance is performed in a procession on stage both performances are divided into
7 parts, similarly to the traditional style. Before performing each part from 2 –7,
a Wai Kru must be conducted 3 times, After each part a Wai La is conducted once to
mark the end of each part .

* รองศาสตราจารย์ ประจำสาขาวิชานาฏศิลป์ไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

บทนำ
     การแสดงพื้นบ้านของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัยมีมากมายหลายชนิด แต่ชนิดที่ได้รับ
ความนิยมมากที่สุดคือกลองยาว ที่มีแสดงกันทั่วไปในจังหวัด แต่ไม่ได้ปรากฏเป็นรูปแบบการแสดงที่
ชัดเจนจน ถึงปี พ.ศ.2505 ได้มีกลองยาวที่พัฒนาเป็นรูปแบบการแสดงขึ้นมา โดยเพิ่มการร่ายรำของ
นักแสดงฝ่ายหญิงเข้าไป จากเดิมที่มีเพียงผู้แสดงฝ่ายชาย และไม่มีการรำที่เป็นรูปแบบ มีแต่การ
แสดงความสามารถเฉพาะตัวของผู้แสดงแต่ละคน กลองยาวที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ กลองยาวของคณะ
จันทร์ทรงกลด มีนายสำเนา จันทร์จรูญ เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศจากการ
ประกวดแข่งขันกลองยาว และได้รับเชิญไปแสดงการรำกลองยาวตามหน่วยงานและงานเทศกาล
ต่าง ๆ เป็นประจำ
     รำกลองยาวคณะนี้เป็นการแสดงพื้นบ้านที่มีความสำคัญต่อชุมชน เนื่องจากใช้ผู้แสดงซึ่งเป็น
บุคคลในชุมชน เมื่อว่างเว้นจากการทำงานก็จะมาหัดรำกลองยาวเพื่อเป็นรายได้เสริม แต่ใน
ปัจจุบันค่านิยมและวัฒนธรรมสมัยใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทในชุมชน ทำให้หนุ่มสาวรุ่นใหม่
ไม่สนใจในการแสดงพื้นบ้านนี้ ตลอดจนหัวหน้าคณะและผู้แสดงรุ่นแรกๆ เริ่มอายุมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย กำลังจะสูญ
หายไป และถึงแม้ว่าจะมีผู้ศึกษาวิจัยไว้เป็นหลักฐานก็เป็นการศึกษาทางด้านดนตรี และการทำกลองยาว
แต่ยังไม่มีการศึกษารวบรวมและวิเคราะห์เกี่ยวกับท่ารำ รูปแบบและวิธีการแสดง
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาประวัติความเป็นมา รูปแบบและวิธีการ
แสดงการรำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย จากศิลปินพื้นบ้านผู้สันทัดและสามารถ
ถ่ายทอดความรู้ เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์ต่อวงการการศึกษา
และเพื่อเผยแพร่ต่อไป

วัตถุประสงค์และวิธีการศึกษา
     การศึกษาเรื่องรำกลองยาวอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความ
เป็นมา รูปแบบวิธีการแสดง และวิเคราะห์ท่ารำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ในช่วง
ปี พ.ศ.2505 – 2546 โดยเลือกศึกษาจากคณะกลองยาวที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ “คณะจันทร์ทรงกลด”
ของนายสำเนา จันทร์จรูญ
การรวบรวมข้อมูล แยกข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการ
เก็บข้อมูลภาคสนามจากวิทยากรในอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย โดยสัมภาษณ์วิทยากรจำนวน
14 คน การบันทึกภาพ บันทึกเสียง บันทึกวีดิทัศน์การแสดง ถอดท่ารำจากวีดิทัศน์เป็น ลายลักษณ์
อักษร และนำเสนอข้อมูลโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์
องค์ประกอบของการรำกลองยาว อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย

ประวัติความเป็นมา
     รำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ประดิษฐ์ขึ้นโดย อาจารย์สำเนา
จันทร์จรูญ มีชื่อคณะว่า “จันทร์ทรงกลด” รำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง ปรากฏขึ้นในพ.ศ. 2505
ได้รับการถ่ายทอดเพลงกลองยาวและท่ารำกลองยาวโบราณ(ชาย) จากคณะกลองยาวของ
นายแฉ่ง มีเจริญ (คณะ ฉ. มีเจริญ) คณะของนายโต๊ะ พูลรอด และนายจำเนียร จันทร์จรูญ
(พระอธิการจำเนียรจันทวัณโณ) โดยใช้ท่ารำกลองยาวที่เล่นเฉพาะผู้ชาย และจัดเรียงท่ารำเข้าไปใหม่
ในช่วงแรกมีเฉพาะผู้แสดงชาย ปีต่อมาคือพ.ศ. 2506 อาจารย์สำเนา ได้ประดิษฐ์ท่ารำของผู้แสดงหญิง
ขึ้น และนำออกแข่งขันในงานพระแม่ย่าของจังหวัดสุโขทัย ได้รับรางวัลชนะเลิศและรางวัลอื่น ๆ อีก
มากในเวลาต่อมา

ผู้แสดง
     ในอดีต ผู้แสดงกลองยาวไม่ได้แยกออกจากผู้บรรเลงจังหวะในวงกลองยาว แต่การ
แสดงท่ารำเป็นการแสดงออกเพื่อความสนุกสนาน และโลดโผนของผู้บรรเลงกลองยาว ชาวบ้านไม่
สามารถร่วมแสดงได้ จึงคอยเชียร์ผู้แสดง และรำเล่นไปตามจังหวะเท่านั้น
ในปัจจุบัน การแสดงกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง แบ่งผู้แสดงออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่าย
บรรเลงดนตรี และฝ่ายรำ
     ฝ่ายบรรเลงดนตรี ประกอบไปด้วย กลองยืน ปี่ โหม่ง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ มีหน้าที่ประโคม
ดนตรี ร้องประกอบเพลง และล้อกลองฉาบ ใช้ผู้ชายล้วน
ฝ่ายรำ ประกอบไปด้วย กลองรำที่ใช้ผู้ชายล้วนแสดง และผู้หญิงที่มีหน้าที่รำประกอบเพลงกลองยาว
ผู้ชม จะแยกออกจากผู้แสดง

การแต่งกาย
     แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ การแต่งกายในอดีต และการแต่งกายในปัจจุบัน
การแต่งกายในอดีต นุ่งกางเกงขายาว สวมเสื้อแขนสั้น คาดเอว
ด้วยผ้าขาวม้า
     การแต่งกายในปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่าแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
การแต่งกายของผู้แสดงชาย การแต่งกายของผู้แสดงหญิง และการแต่งกายของ
ผู้บรรเลงดนตรี

การแต่งกายของผู้แสดงชาย

     1. สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น ปล่อยชายเสื้อไว้ด้านนอก
     2. คาดเอวด้วยผ้าผูกเป็นเงื่อนทิ้งชายไว้ด้านข้าง
     3. สวมกางเกงขาสามส่วนมีเชิงที่ปลายขา
     4. คาดศีรษะด้วยผ้าผูกเป็นโบไว้ด้านข้าง

การแต่งกายของผู้แสดงหญิง
แบ่งเป็น 2 แบบคือ
แบบที่ 1 ชุดไทยศิวาลัย ประกอบด้วย
     1. สวมเสื้อแขนกระบอก
     2. ห่มสไบทับเสื้อ
     3. สวมผ้าซิ่นจับจีบด้านหน้า
แบบที่ 2 ชุดไทยจักรี ประกอบด้วย
     1. ห่มสไบ
     2. สวมผ้าซิ่นจับจีบด้านหน้า
การแต่งกายของผู้บรรเลงดนตรี ประกอบด้วย
     1. สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น ปล่อยชายเสื้อไว้ด้านนอก
     2. สวมกางเกงขาสามส่วน มีเชิงที่ขอบขา
     3. คาดเอวด้วยผ้า ผูกเป็นโบไว้ด้านหน้า
เครื่องดนตรีและเพลงที่ใช้
เครื่องดนตรีที่ใช้ในการรำกลองยาว ได้แก่
     1. ปี่ 1 เลา
     2. กลองยืน 3-4 ลูก
     3. กลองรำ 8 ลูก
     4. ฉาบ 1 คู่
     5. โหม่ง
     6. กรับ
     จังหวะดนตรีที่ใช้ในการรำกลองยาว จากอดีตถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 12 ไม้กลอง หรือ 12 เพลงดังนี้
     ไม้ 1 เพิ่ง เพิ่ง เพิ่ง เพิ่งบ่อม บ่อม เพิ่งบ่อม
     ไม้ 2 บ่อมเพ่งบ่อม ปะติงเนิดเติดบ่อม
     ไม้ 3 พ่อม พ่อม ติงเนิดติงเนิด
     ไม้ 4 ติงเนิด ติงเนิด ติงเนิดเติดเติ้ง ติงเนิดติงเนิดติงเนิดเติดเติ้งติงเนิดติงเนิด เติ้งเติ้งบ่อม เติ้งเติ้งบ่อม
     ไม้ 5 จ๊ะทิง เพิ่งทิง จ๊ะมะทิงเพิ่งบ่อม
     ไม้ 6 บ่อมเพิ่ง ปะเพิ่ง บ่อมเพิ่ง ปะติงเพิ่ง บ่อมบ่อม
     ไม้ 7 เพิ่งเพิ่ง เพิ่งบ่อม บ่อมเพิ่งเพิ่ง เพิ่งบ่อม บ่อมเพิ่งเพิ่ง
     ไม้ 8 เติ้งบ่อม บ่อมบ่อม บ่อมเติ้งบ่อม
     ไม้ 9 เติ้งบ่อม ติงพ่อมติงพ่อม
     ไม้ 10 จ๊ะทึงทึง จ๊ะทึงทึงจ๊ะ
     ไม้ 11 เพิ่งบ่อม ติงเนิดติงเนิด
     ไม้ 12 จ๊ะเท่งจ๊ะ จ๊ะเท่งจ๊ะ
     จังหวะดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบท่ารำในการแสดงกลองยาว มีทั้งหมด 7 ไม้กลอง หรือ 7
เพลง โดยใช้เพลงไม้กลองที่ถ่ายทอดมาจากอดีต คือ เพลงไม้ 1 ถึง เพลงไม้ 7 นอกจากนั้นยังมี
จังหวะไม้กลองที่ตีเพื่อให้ผู้รำเปลี่ยนท่าทางการแสดง คือ ป๊ะ ติง เนิด เติดเติ้ง ป๊ะติงเนิดเปิด บ่อม

เนื้อร้องเพลงกลองยาว
     เนื้อร้องที่ใช้ประกอบในการบรรเลงกลองยาวนี้ เป็นการเพิ่มความสนุกสนานให้กับ
การรำ โดยจะร้องในช่วงของการโหมโรงไม้กลอง เนื้อร้องจะออกไปทางสองแง่สองง่าม เป็นการ
กระเซ้าเย้าแหย่กันระหว่างชาย – หญิง มีเนื้อร้องมากมายตามแต่จะแต่งกัน แต่คณะกลองยาว
ในอำเภอศรีสำโรง นิยมใช้เพลงร้องดังต่อไปนี้
     มาละเหวย มาละวา มาแต่ของเขาของเราไม่มา ตะลาลา ใครมีมะกรูดมาแลกมะนาว
ใครมีลูกสาวมาแลกลูกเขย เอาวะเอาเหวยลูกเขยกลองยาว ตะลาลา
     ใครมีดอกจิก มาแลกดอกจอก ใครมีข้าวตอกมาแลกข้าวสาร ใครมีของหวานมาแลกของคาว
ผู้หญิงหน้าขาวผู้ชายหน้าดำ ตะลาลา
     ต้อนไว้ ต้อนไว้ เอาไปบ้านเรา พ่อเราแก่ แม่เราเฒ่า เอาไปหุงข้าวให้พ่อเรากิน ตะลาลา
     ไอ้ลูกกลม ๆ เขาเรียกมะนาว ไอ้ลูกยาว ๆ เขาเรียกมะเขือ เอาไปบ้านเหนือ ไปฝากเนื้อเย็น ตะลาลา
     ไอ้ลูกกลม ๆ เขาเรียกมะนาว ไอ้ลูกยาว ๆ เขาเรียกมะดัน สองลูกติดกันเขาเรียกอะไร ตะลาลา
     ใครมีกล้วยหอมมาแลกกล้วยไข่ ใครมีไข่ไก่มาแลกไข่เป็ด ผู้หญิงเป็นเพชรผู้ชายเป็นพลอย

โอกาสและเวลาที่ใช้ในการแสดง
     โอกาสที่แสดงในอดีต เป็นโอกาสทั่วไปตามงานบุญและงานเทศกาลต่างๆ ส่วนใน
ปัจจุบัน จะแสดงตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง การแข่งขัน และการติดต่อไปเผยแพร่
เวลาที่ใช้ในการแสดงในอดีต ไม่แน่นอนแล้วแต่ระยะทางและการว่าจ้าง ส่วนใน
ปัจจุบัน การแสดงรำกลองยาวใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง โดยสามารถเพิ่มและตัดทอนลงได้ ตามความ
ต้องการของเจ้าภาพ

สถานที่แสดง
     ในอดีต การแสดงกลองยาวเมื่อเคลื่อนขบวนไปตามถนนแล้ว จะหยุดเล่นเมื่อถึงบ้าน
งาน บริเวณลานกว้างหน้าบ้านงาน หรือ บริเวณลานหน้าวัด แต่ในปัจจุบันสามารถแสดงได้ทั้งบนเวที
ลานกว้าง และเป็นขบวนบนถนน โดยจะหยุดแสดงตามสี่แยกที่มีผู้ชมจำนวนมาก

อุปกรณ์ประกอบการแสดง
     อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในการรำกลองยาว ผู้แสดงใช้กลองยาวที่มีขนาดหน้ากว้างไม่เกิน 9
นิ้ว และมีขนาดเล็กกว่ากลองที่ใช้ตีประกอบจังหวะ จึงเรียกว่า “ กลองรำ” กลองรำนี้ผู้แสดงสามารถ
ใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายตีได้ เช่น มือ คาง ศอก เข่า เท้า เป็นต้น นอกจากนั้นยังใช้ โยนรับได้
อีกด้วย ส่วนกลองยืนที่ใช้บรรเลงประกอบจังหวะ มีหน้ากว้าง 12 นิ้ว และมีน้ำหนักมากจึงไม่สามารถ
นำมาประกอบท่ารำได้

ลำดับขั้นตอนการแสดง
     ในอดีต ก่อนการแสดงจะเริ่มต้องทำพิธีไหว้ครูก่อนเสมอ เครื่องเซ่นไหว้ประกอบด้วย
     1. เงิน 6 บาท
     2. ธูป 3 ดอก
     3. ดอกไม้ 3 สี
     4. เทียนหนัก 1 บาท 1 เล่ม
     5. บุหรี่ 3 มวน
     6. หมาก 3 คำ
     7. สุรา 1 ขวด
     ของไหว้ครูจะจัดใส่ไว้ในพานวางบนโต๊ะ เมื่อถึงเวลาไหว้ครูต้องจุดธูปเทียน และรินสุรา
ใส่แก้วพร้อมทั้งจุดบุหรี่ 1 มวน ผู้ร่วมพิธีทุกคนพนมมือ ฝ่ายชายนั่งคุกเข่า ฝ่ายหญิงนั่งพับเพียบ
ผู้อาวุโสหรือหัวหน้าคณะจะเป็นผู้กล่าวนำพิธีไหว้ครู ดังนี้
คำไหว้ครู
( ตั้งนะโม 3 จบพร้อมกัน แล้วกล่าวตามผู้นำ )
ลูกจะไหว้พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า เหนือเกล้าเหนือผม
ขอเชิญพระพรหมมาอยู่เบื้องซ้าย
ขอเชิญพระนารายณ์มาอยู่เบื้องขวา
ขอเชิญแม่พระคงคามาเป็นสังวาลย์
ขอเชิญพระกาฬมาเป็นดวงใจ
ขอเชิญพระฤาษีตาไฟมาเป็นตัว
ขอให้ปัญญาลูกแตกเหมือนหญ้าแพรกดอกมะเขือ
นะโมลือลั่น สนั่นทั่วโลกา ( ว่า 3 ครั้ง แล้วกราบ 1 ครั้ง )
หลังจากเสร็จพิธีไหว้ครูแล้ว หัวหน้าคณะจะต้องนำเงิน 6 บาท ไปซื้อของคาวหวานใส่
บาตรแล้วกรวดน้ำไปให้ครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาผู้ล่วงลับไปแล้ว
     ในปัจจุบัน คณะจันทร์ทรงกลดได้รับมอบการทำพิธีไหว้ครูดังกล่าวมาใช้ หลังจาก
นั้นจึงเริ่มการแสดง โดยในอดีตเป็นการตีกลองยาวไปตามถนน และออกท่าทางเพื่อความสนุกสนาน
และหยุดบริเวณลานบ้านและลานวัด ส่วนในปัจจุบันการแสดงรำกลองยาวแบ่งออกเป็น 7 ช่วง ดังนี้
     ช่วงที่ 1 เป็นการโหมโรงไม้กลองของฝ่ายผู้บรรเลงกลองยาว ประกอบไปด้วย กลองยืน
ฉาบ โหม่ง ปี่ และ กรับ เริ่มด้วยการโห่ 3 ลา ต่อด้วยโหม่ง ตี 3 ครั้ง และเริ่มเพลงโหมโรง เพื่อเป็น
การอวดฝีมือในการตีเพลงกลองว่ามีความไพเราะ กระชับและพร้อมเพรียงกัน
     ช่วงที่ 2 เป็นการรำเดี่ยวกลองชาย ซึ่งจะใช้ผู้อาวุโส หรือหัวหน้าวงออกมารำประกอบกับ
กลอง เป็นการแสดงฝีมือที่เหนือชั้นของหัวหน้าวง โดยออกมาไหว้บังคม 3 ครั้ง แล้วเริ่มออกท่าทาง
ต่าง ๆ จากนั้นจบด้วยการยืนไหว้ธรรมดา 1 ครั้ง แล้วเข้าโรง
     ช่วงที่ 3 เป็นการรำหมู่กลองชาย เพื่อแสดงความสวยงาม ความพร้อมเพรียงและความ
แข็งแกร่งของผู้แสดงฝ่ายชาย โดยออกมานั่งคุกเข่าไหว้บังคม 3 ครั้ง แล้วเริ่มออกท่ารำ จบด้วยยืนไหว้
ธรรมดา 1 ครั้ง
     ช่วงที่ 4 เป็นการรำหมู่หญิง เพื่อแสดงความสวยงามและความพร้อมเพรียงของผู้แสดง
ฝ่ายหญิง โดยออกมานั่งคุกเข่าไหว้บังคม 3 ครั้ง แล้วเริ่มออกท่าทาง จบด้วยการยืนไหว้ธรรมดา 1 ครั้ง
     ช่วงที่ 5 เป็นการรำหมู่กลองชาย หญิง เพื่อแสดงถึงความสวยงาม ความพร้อมเพรียง
และความแข็งแกร่งของผู้แสดงทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง โดยออกมานั่งคุกเข่าไหว้บังคม 3 ครั้ง แล้ว
เริ่มออกท่าทาง จบด้วยการยืนไหว้ธรรมดา 1 ครั้ง
     ช่วงที่ 6 เป็นการรำล้อ กลองฉาบ เพื่อความสนุกสนาน ผู้แสดงเป็นกลองมาจากผู้แสดง
กลองรำ ส่วนผู้แสดงเป็นฉาบมาจากผู้บรรเลงดนตรี การแสดงช่วงนี้เป็นการแสดงของฉาบที่ไปหยอก
ล้อ กวนอารมณ์ให้กลองรำคาญใจ โดยออกมานั่งคุกเข่าไหว้บังคม 3 ครั้ง และจบด้วยกลองไล่ฉาบเข้าโรง
     ช่วงที่ 7 เป็นช่วงรำล้อกลองชายหญิง ด้วยท่าแสดงการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างผู้แสดง
ฝ่ายชายและผู้แสดงฝ่ายหญิง ใช้ผู้แสดง 1 คู่ที่มีฝีมือดีมารำหยอกล้อกัน โดยฝ่ายชายและฝ่ายหญิงวิ่ง
ไล่ต้อนกันออกมา เมื่อรำหยอกล้อกันเสร็จก็จับคู่เข้าโรง หรือจบด้วยการยืนไหว้ธรรมดา 1 ครั้ง ถือเป็น
การเสร็จสิ้นการแสดงรำกลองยาว

ท่ารำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย
     จากการศึกษาท่ารำกลองยาวในอดีต พบว่ามีลักษณะเด่นอยู่ที่การแสดงประกอบใน
วงกลองยาว ที่มีการแสดงความแข็งแกร่ง โดยการนำเอาครกตำข้าวมาวางไว้บนท้องของผู้แสดงที่
นอนหงายอยู่บนพื้นและใช้ที่ตำข้าวตีลงไปหลายๆครั้ง จนสามารถแยกข้าวเปลือก และข้าวสารได้
ส่วนการรำกลองยาวในปัจจุบันอยู่ที่การโยนกลองทอยที่สามารถโยนได้ยาวต่อเนื่องโดยไม่จำกัด
จำนวนผู้แสดงและเน้นความพร้อมเพรียง
     ท่ารำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย สามารถแบ่งตามลักษณะร่างกายได้ดังนี้
     ลักษณะศีรษะ ในอดีตมี 4 ลักษณะ คือ การก้ม การตั้งศีรษะตรง การเงยหน้าและการ
หันข้าง ในปัจจุบัน มี 7 ลักษณะ คือ การเอียง การก้ม การตั้งศีรษะตรง การลักคอ การเงยหน้า
การหันมองหลังและการหันข้าง
     ลักษณะของลำตัว ทั้งในอดีตและปัจจุบันพบว่า มี 5 ลักษณะ คือ ลำตัวตั้งตรง การ
กดลำตัวไปด้านข้าง การก้มตัว การหงายตัว การเอี้ยวตัว
     ลักษณะมือและแขน ในอดีตมี 4 ลักษณะ คือ การจับกลอง การตีกลองสองมือการลงศอก และการรับกลอง
     ในปัจจุบัน มี 12 ลักษณะ คือ การวางมือ การไหว้ การตั้งวง ( การตั้งวงบน
ตั้งวงหน้าและตั้งวงหงาย ) การจีบ ( จีบล่าง จีบส่งหลัง จีบหงาย และจีบต่อศอก ) การกำมือ ( กำมือ
ลงศอก ) การล่อแก้ว การปรบมือ การโยนกลอง การรับกลอง การจับกลอง การตีกลอง (ตีกลองมือ
เดียวและตีกลองสองมือ) การตีฉาบ ( ตีฉาบด้านหน้าและตีฉาบด้านหลัง )
ลักษณะขาและเท้า ในอดีตมี 8 ลักษณะ คือ การย่ำเท้า การยกเท้าหน้า การกระดกเท้าหลัง การตั้งเข่า การตั้งเข่านั่งบนขาหลัง( นั่งบนส้นเท้า ) การก้าวหน้า การยืนชิดเท้า การยืนแยกเท้า
     ในปัจจุบัน มี 14 ลักษณะ คือ การนั่งคุกเข่า การตั้งเข่า การตั้งเข่าคู่ การกระดกเสี้ยว
การตั้งเข่าบนขาหลัง ( นั่งบนส้นเท้า ) การวางส้นเท้า การก้าวข้าง การวางเท้าหลัง การก้าวหน้า
การย่ำเท้า การย่ำเท้าหน้า – หลัง การกระดกเท้าหลัง การเหลื่อมเท้า การจรดเท้า
นอกจากนี้ยังมีลักษณะการใช้เท้า ที่นำมาผสมกันเกิดเป็นท่าเท้าแบบชุดขึ้น
ได้แก่ การย่ำเท้า 3 จังหวะ - วางส้นเท้า การย่ำเท้า 3 จังหวะ- แตะเท้า การก้าวเท้า 3 จังหวะ –กระดกเท้าหลัง
     การใช้ทิศทางในการเคลื่อนไหว ในอดีตเป็นการรำเพื่อความสนุกสนานไม่มี
จุดกำหนดตายตัว ในปัจจุบันมีการกำหนดจุดยืนที่แน่นอน คือ ทิศที่มีผู้ชมอยู่จะถูกกำหนดเป็น
ทิศหน้า หรือ ด้านหน้าเวที มีการเคลื่อนที่โดยการหมุนรอบตัว และรักษาตำแหน่งเดิมไว้จนจบจึงเดินเข้า
     ลักษณะท่ารำ ในอดีต มี 10 ท่า เป็นท่ารำเฉพาะบุคคลที่คิดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน
โลดโผน เป็นท่าที่ว่องไว แข็งแกร่งตามแบบของผู้ชาย ประกอบด้วยท่ารำ ดังนี้ ท่าย่องกลอง
ท่าขึ้นเข่า ท่าลูกแป ท่าลงศอก (นั่ง) ท่าลงศอก 2 คาง 1 ท่าตีลอดหว่างขา ท่าโยนกลอง ท่าหลบกลอง
ท่าหกหน้าหกหลัง ท่าต่อตัวโยนกลอง
ในปัจจุบัน มีการคิดประดิษฐ์ท่ารำบางท่าขึ้นใหม่ และเพิ่มผู้แสดงฝ่ายหญิงเข้ามา
พร้อมกับแบ่งการแสดงออกเป็นช่วง ๆ ดังนี้
     ช่วงที่ 1 รำเดี่ยวกลองชาย มี 8 ท่ารำ คือ ท่าไหว้ 3 ครั้ง ท่าก้าวเท้าวางส้นเท้า
ท่าสอดสร้อย ท่าชักแป้ง ท่าสอดสูง ท่าหกหน้าหกหลังลงศอก ท่ารำส่าย ท่าไหว้ ( ยืน )
     ช่วงที่ 2 รำหมู่กลองชาย มี 17 ท่ารำ คือ ท่าไหว้ ( นั่ง ) ท่าตั้งเข่าตีกลอง
ท่าเหลื่อมเท้าตีกลอง ท่าสอดสร้อย ท่าก้าวเท้าวางส้นเท้า ท่าเตะกลองสองไขว้
ท่าจระเข้ฟาดหาง ท่าโยนกลอง ท่าขึ้นเข่า ท่าตีลอดหว่างขา ท่าลูกแป ท่าลงศอกท่าลงคาง ท่าโยนกลอง
     ช่วงที่ 3 รำหมู่หญิง มี 12 ท่ารำ คือ ท่าไหว้ ท่ารำยั่ว ท่ารำยัด ท่าแขกเต้าผาลา
ท่ายูงฟ้อนหาง พรหมสี่หน้า ท่าเท้าสะเอวรอกลอง ท่ามอญชมดาว ท่าปรบมือตั้งวง
ท่าชักแป้ง ท่ารำส่าย ท่ายืนไหว้
     ช่วงที่ 4 รำหมู่กลองชาย – หญิง มี 30 ท่า คือ ท่าชักแป้งท่าออก ท่าไหว้
ท่าสอดสร้อยตั้งเข่า ท่าสอดสร้อย ย่ำ 3 จังหวะ แตะจมูกเท้า ท่ารอกลอง ท่ารำส่ายมือคู่
แขนตึง ท่าลงศอกเท้าสะเอว ท่ารอกลองหันหลัง ท่าระดกหลังยกหน้าลงศอก ท่ารอกลอง
ด้านหน้า ท่าส่ายมือคู่ ตีกลอง ท่ากลับหลัง ลงศอก ท่าหันหน้า ลงศอก ท่าปรบมือโยนกลอง
ท่าปรบมือ ขึ้นเข่า ท่าปรบมือ ลงศอก ท่าปรบมือตีลอดหว่างขา ท่าปรบมือลูกแป
ท่านางอาย ศอก 2 คาง 1 ท่านางอายโยนกลอง ท่ารอกลองหันหน้าเข้าหากัน ท่าจีบหงาย
รำยัด ท่ามอญชมดาว ท่ารอกลองหน้าตรง ท่าแขกเต้าผาลา ท่ายูงฟ้อนหางพรหมสี่หน้า
ท่าล่อแก้ว ท่าเปิงมาง ท่าส่ายมือ ท่าไหว้ ( ยืน )
     ช่วงที่ 5 รำล้อกลองฉาบ มี 7 ท่ารำ คือ ท่าไหว้ ท่าฉาบล้อกลอง ท่ากลองยันฉาบ
ท่าฉาบ นั่งล้อกลอง ท่าฉาบนั่งหมุนตัวล้อกลอง ท่ากลองจระเข้ฟาดหาง
ท่าฉาบนอนหกหน้าหกหลัง
     ช่วงที่ 6 รำล้อกลองชายหญิง มี 9 ท่ารำ คือ ท่าชักแป้ง ท่าสอดสร้อย ท่าส่ายมือ
ด้านหน้า ท่ากระดกหลังยกหน้าลงศอก ท่าส่ายมือเข้าหากัน ท่าชักแป้งลงนั่ง ท่าหยอกล้อ
ฝ่ายชาย ท่าหยอกล้อฝ่ายหญิง ท่าจับนาง ท่าไหว้ ( ยืน )

สรุปผลวิจัย
     ผลการเก็บข้อมูล รำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย พบว่า การรำกลองยาวของ
อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ไม่มีประวัติความเป็นมาที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร จะมีแต่เพียงการ
จดจำสืบต่อกันมา ซึ่งจากการสัมภาษณ์วิทยากร พอสรุปได้ว่า รำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัด
สุโขทัย ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นโดย อ.สำเนา จันทร์จรูญ ในปี พ.ศ. 2505 โดยได้ประดิษฐ์ท่ารำกลองยาว
ขึ้น จากการนำท่าทางการตีกลองยาวโบราณของคณะกลองยาวในอำเภอที่โลดโผนมาจัดเรียงและ
ใส่ท่าที่คิดขึ้นใหม่ พร้อมทั้งประดิษฐ์ท่ารำของผู้หญิงขึ้น โดยถือเป็นคณะกลองยาวรายแรกของ
จังหวัดที่มีผู้แสดงฝ่ายหญิงเข้าร่วมแสดงด้วย และใช้ชื่อคณะว่า “คณะจันทร์ทรงกลด”
     รูปแบบและวิธีการแสดง สามารถแสดงได้ทั้งบนเวที ลานกว้าง และในรูปแบบของขบวนแห่
โดยมีวิธีการแสดงแบบเดียวกัน คือ ก่อนเริ่มการแสดงผู้แสดงทุกคนจะไหว้ครูก่อน จากนั้นจึงเริ่มการ
แสดงตามลำดับ เป็น 7 ช่วงการแสดง คือ
     ช่วงที่ 1 การโหมโรง
     ช่วงที่ 2 รำเดี่ยวกลองชาย
     ช่วงที่ 3 รำหมู่กลองชาย
     ช่วงที่ 4 รำหมู่กลองหญิง
     ช่วงที่ 5 รำหมู่กลองชาย – หญิง
     ช่วงที่ 6 รำล้อกลอง – ฉาบ
     ช่วงที่ 7 รำล้อกลองชาย – หญิง
     การแสดงในช่วงที่ 2 – 7 ก่อนเริ่มแสดงต้องไหว้ครูก่อน 3 ครั้ง และจบลงที่การไหว้ลา อีกหนึ่ง
ครั้ง ถือเป็นการจบการแสดง

 

 

ที่มา : รองศาสตราจารย์นุชนาฏ

ข่าวเมื่อ : 24 Jun 10 / 15:49

โดย : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร