บทความ

ดูข่าวบทความทั้งหมด >>

 

 

รำลงสรงที่ปรากฏในการแสดงละครแบบราชสำนักไทย

 

รำลงสรงที่ปรากฏในการแสดงละครแบบราชสำนักไทย
ประภาศรี ศรีประดิษฐ์


บทคัดย่อ
     งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา องค์ประกอบ วิธีการแสดงและ
กระบวนท่ารำ ลงสรงที่ปรากฏในการแสดงละครแบบราชสำนักไทย จากการศึกษาพบว่ารำลงสรง
เป็นการรำเพื่อแสดงความหมายของการอาบน้ำแต่งตัวอันมีที่มาจากคติความเชื่อในศาสนาฮินดูที่
แพร่เข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งในราชสำนักไทยได้รับเอาความสำคัญเรื่องของการอาบน้ำมาปฏิบัติอยู่
ตลอดเวลาทั้งในชีวิตประจำวัน พิธีกรรมที่สำคัญๆ จนปรากฏอยู่ในวรรณศิลป์และนาฏศิลป์
ปัจจุบันพบการรำลงสรงที่ยังคงถ่ายทอดกันอยู่ทั้งสิ้น 5 ประเภทดังนี้รำลงสรงปี่พาทย์ รำลงสรงสุหร่าย รำลงสรงมอญ รำลงสรงลาว และรำลงสรงโทนโดยลักษณะการรำลงสรงปี่พาทย์นั้น มีท่ารำที่ไม่ตายตัวซึ่งแสดงความหมายของการอาบน้ำ ชื่นชมดมกลิ่นกายประกอบเพลงบรรเลง ในขณะที่ ลงสรงโทน ลงสรงสุหร่าย ลงสรงมอญ
และลงสรงลาวนั้นเป็นการร่ายรำประกอบบทร้อง อันมีโครงสร้างท่ารำหลัก การเล่นเท้าตาม
จังหวะกลอง ช้า - เร็วที่คล้ายกัน อาจแตกต่างกันบ้างที่รายละเอียดของท่ารำอาทิ การใช้มือ -เท้า ด้วยข้างซ้าย-ขวาที่แตกต่างกัน ทิศทางการหันตัวที่แตกต่างกัน เป็นต้น

Abstract
     This study aims to investigate the historical background,
components, performing methods and processes of Long-Srong Dance in
Thai Royal court style. It was found that the Dance presented the meaning
of bathing and dressing in daily life, influenced by the belief of Hindu
religion spreading into Thailand. The Thai Royal Court has also received
the importance of bathing and turned it into one significant ceremony, Long-
Srong, which is revealed in literature and performing arts. At present, Long-
Srong Dances, which have been passing from generations to generations,
are divided into 5 categories: Long-Srong Pipaat Dance, Long-Srong Surai
Dance, Long-Srong Mon Dance, Long-Srong Lao Dance and Long-Srong
Tone Dance.
     The characteristic of Long-Srong Pipaat Dance is not stable to the
music when performing the posture of bathing or body fragrance
appreciation posture. But the other four dances are dancing in simultaneous
with lyrics. So there were basic structures of dancing structure, foot
movement according to slow or quick drum rhythms. There are similarity
and differences among these four kinds of dances, i.e. hand or foot
movement to the left or the right, the direction of turning the body, etc.

     นาฏศิลป์ หรือศิลปะแห่งการแสดงละครฟ้อนรำนั้นอาจกล่าวได้ว่า เป็นศิลปะที่มนุษย์
สร้างสรรค์ขึ้นมาช้านานนับตั้งแต่ยุคบรรพกาลเมื่อแรกเริ่มก่อตั้งเป็นชุมชนขึ้นแล้ว โดยในการแสดง
ยุคเริ่มแรกนั้นเป็นเพียงลักษณะของการร้องรำทำเพลงตามวิสัยการพักผ่อนหย่อนใจของมนุษย์
ต่อมาจึงวิวัฒนาการมาเป็นนาฏศิลป์ไทยที่เล่นกันเป็นเรื่องราวและมีระเบียบแบบแผนชั้นสูงใน
ภายหลัง ซึ่งปรากฏทั้งในแบบราชสำนัก หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่านาฏศิลป์แบบหลวง และ
นาฏศิลป์แบบราษฏร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฏศิลป์แบบหลวงที่เห็นได้เด่นชัดจัดอยู่ในนาฏศิลป์
ชั้นสูง คือ การรำลงสรง
คำ ว่า “ลงสรง” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน หมายถึง อาบน้ำ
(ราชบัณฑิตยสถาน, 2538. หน้า 718)
คำว่า “ลงสรง” ในสารานุกรมเพลงไทย หมายถึง “เพลงหน้าพาทย์ใช้บรรเลงประกอบพิธี
เกี่ยวกับทำความสะอาดด้วยน้ำ เช่น การสรงน้ำพระพุทธรูป สรงน้ำเทวรูป การอาบน้ำเจ้านาค
ภายหลังการปลงผมแล้ว ในการแสดงโขนละครใช้บรรเลงตอนตัวละครอาบน้ำ” (ณรงชัย ปิฎกรัช,
2528. หน้า 243)

     การใช้เพลงลงสรงประกอบการอาบน้ำของตัวละครในทางการแสดงเรียกว่า “รำลงสรง”
โดยผู้แสดงจะทำท่าทางเกี่ยวกับการอาบน้ำ อาทิ การวักน้ำขึ้นมาล้างหน้า ลูบแขนลูบขา ซึ่งในครั้ง
แรกเป็นการรำประกอบเพลงบรรเลง โดยไม่มีบทร้อง ต่อมาภายหลังจึงมีการนำบทร้องเข้ามา
ประกอบการแสดง จากการศึกษาพบว่า การรำลงสรงนั้นมีที่มาจากวัฒนธรรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
กับน้ำในวิถีชีวิตประจำวันดังนี้
     น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังจะเห็นได้ว่ามนุษย์ให้
ความสำคัญกับน้ำเป็นอย่างมาก โดยสังเกตได้จากขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆของไทยที่มีเรื่อง
ของน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ อาทิ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีแห่นางแมว เป็นต้น จากหนังสือ
ประเพณีชาวบ้านของประยุทธ ดิทธ์พัฒน์ ยังกล่าวสนับสนุนเรื่องนี้ว่า
“แผ่นดินที่ชาวสยามเรียกว่า แหลมทอง มีภูมิอากาศอบอ้าว และร้อนจัด การตั้ง
บ้านเรือนอยู่ริมน้ำเป็นที่นิยมโดยทั่วไป น้ำมีประโยชน์มากสำหรับการดำรงชีพ โดยเฉพาะ
การใช้น้ำเพื่อชำระร่างกาย ชาวสยามถือว่าการอาบน้ำนั้นเป็นวิถีที่ควรจะปฏิบัติซึ่งจำเป็น
มาก และจะถือเป็นเรื่องผิดมารยาท ถ้าหากจะไปเยี่ยมใครโดยมิได้อาบน้ำก่อน นอกจากนี้
ชาวสยามยังมีพิธีรีตองและขยันทำน้ำปรุง และเครื่องหอมที่ได้จากพืช ดอกไม้ หรือน้ำมัน
ต่างๆ ที่สกัดจากธรรมชาติ” (ประยุทธ ดิทธพัฒน์, 2526. หน้า 14)
     หนังสือเทศกาลสงกรานต์ กล่าวถึงการอาบน้ำของพวกพราหมณ์ในศาสนาฮินดูไว้ว่า
“การอาบน้ำในพิธีทำกันอยู่มากมาย อย่าว่าแต่อาบน้ำในพิธีเลย แม้แต่กิจที่ต้องทำกันเป็นธรรมดา
ก็ยังต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเสียก่อน ในลัทธิพราหมณ์ก่อนเริ่มทำพิธีใดก็ต้องมีพิธีสนาน
คือ อาบน้ำเสียก่อนเพื่อจะได้เข้าพิธีด้วยมีความบริสุทธิ์” (อนุมานราชธน, ม.ป.ป. หน้า 169)
     จากความเชื่อทางศาสนาที่ไทยได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดู โดยให้ความสำคัญของ
น้ำในการนำมาใช้ประกอบพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะน้ำในแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกล่าว
กันว่า “ถ้าใครได้อาบหรือได้กินน้ำในแม่น้ำคงคาจะได้บุญมากและสามารถล้างบาปได้ ความชั่วที่
ทำไว้ทั้งหมดจะถูกลอยไปกับสายน้ำ กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งทางกายและทางใจ ชาวฮินดูจึงอาบน้ำ
ล้างบาปอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือเช้าและเย็น” (ดนัย ไชยโยธา, 2538. หน้า 12)
     จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าน้ำเป็นเครื่องแสดงความบริสุทธิ์ ความยิ่งใหญ่และความสำเร็จ
กษัตริย์ของฮินดูจึงถือว่าการอาบน้ำเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่พราหมณ์ผู้ประกอบพิธี
ก็ยังให้ความสำคัญกับการอาบน้ำก่อนเข้าพิธีที่สำคัญๆ ต่อมาพวกพราหมณ์เหล่านั้นได้นำอิทธิพล
และความเชื่อในเรื่องความสำคัญของน้ำที่มีต่อพระมหากษัตริย์ เข้ามาใช้ในพิธีการของราชสำนัก
ไทย โดยพยายามให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับกษัตริย์ของชาวฮินดู ดังนั้นความเชื่อในเรื่องความสำคัญ
ของน้ำจึงมีผลต่อเนื่องมาถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย โดยเฉพาะการอาบน้ำซึ่งถือเป็นส่วน
หนึ่งในชีวิตที่ต้องปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาทั้งในชีวิตประจำวัน ในพิธีกรรมที่สำคัญๆ และในพระราชพิธี
ของเจ้านายชั้นสูง ด้วยเหตุนี้น้ำจึงเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของตัวละคร โดยเฉพาะตัว
ละครที่เป็นกษัตริย์ปรากฏว่าจะต้องมีการอาบน้ำชำระร่างกายทุกครั้งก่อนที่จะออกเดินทาง หรือ
ก่อนที่จะกระทำการสำคัญ เช่น การอาบน้ำแต่งตัวก่อนออกเดินทาง การอาบน้ำแต่งตัวก่อนออกรบ
การอาบน้ำแต่งตัวก่อนเข้าเฝ้า การอาบน้ำแต่งตัวก่อนที่จะปลอมตัว เป็นต้น โดยการอาบน้ำแต่งตัว
ดังกล่าวก็คือการรำลงสรงนั้นเอง

รำลงสรงของตัวละครฝ่ายพระในนาฏศิลป์แบบหลวง
ปัจจุบันพบชื่อเรียกการแสดงลงสรงของตัวละครฝ่ายพระในนาฏศิลป์แบบหลวงทั้งสิ้น 6
ประเภทดังนี้
     1. รำลงสรงปี่พาทย์ เป็นการรำที่แสดงท่าทางการอาบน้ำของตัวละคร โดยไม่มีบทร้อง มี
แต่ทำนองเพลงปี่พาทย์บรรเลงเพียงอย่างเดียว ใช้สำหรับการแสดงโขนและละคร เช่น การรำลงสรง
ของพระลอในการแสดงละครพันทางเรื่องพระลอ เป็นต้น
     2. รำลงสรงสุหร่าย เป็นการรำที่แสดงท่าทางการอาบน้ำและแต่งตัวของตัวละครโดยมี
บทร้องบรรยายถึงลักษณะการอาบน้ำ และเครื่องแต่งกายของตัวละคร ใช้สำหรับการแสดงละครใน
เช่น รำลงสรงสุหร่ายของพระอุณรุทจากการแสดงละครใน เรื่องอุณรุท เป็นต้น
     3. รำลงสรงมอญ เป็นการรำที่แสดงท่าทางการอาบน้ำและแต่งตัวของตัวละคร โดยมีบท
ร้องบรรยายลักษณะการอาบน้ำและเครื่องแต่งกายของตัวละคร หรือใช้บรรยายลักษณะความ
งดงามของธรรมชาติในระหว่างการอาบน้ำ ซึ่งโดยทั่วไปใช้ได้ทั้งในการแสดงโขนและละครไม่ว่าจะ
เป็นละครนอก ละครใน หรือละครพันทาง เช่น รำลงสรงมอญของพระสังข์จากการแสดงละครนอก
เรื่องสังข์ทอง, รำลงสรงมอญของนางกินรีทั้งเจ็ดจากการแสดงละครชาตรีเรื่องมโนห์รา, รำลงสรง
มอญของพระยาน้อยจากการแสดงละครพันทางเรื่องราชาธิราช และรำลงสรงมอญของท้าวแสน
ปมจากการแสดงละครนอกเรื่องท้าวแสนปม เป็นต้น
     4. รำลงสรงลาว เป็นการรำที่แสดงท่าทางการอาบน้ำและแต่งตัวของตัวละคร โดยมีบท
ร้องบรรยายลักษณะการอาบน้ำและเครื่องแต่งกายของตัวละคร ใช้ในการแสดงละครพันทางหรือ
ละครที่ต้องการบ่งบอกเชื้อชาติ เช่น รำลงสรงลาวของพระลอจากการแสดงละครพันทางเรื่อง
พระลอ เป็นต้น
     5. รำลงสรงแขก เป็นการรำที่แสดงท่าทางการอาบน้ำและแต่งตัวของตัวละคร โดยมีบท
ร้องบรรยายลักษณะการอาบน้ำและเครื่องแต่งกายของตัวละคร ใช้ในการแสดงละครพันทางหรือ
ละครที่ต้องการบ่งบอกเชื้อชาติของตัวละคร เช่น รำลงสรงแขกพระยาแกรกจากการแสดงละคร
พันทางเรื่องพระยาแกรก เป็นต้น
     6. รำลงสรงโทน เป็นการรำที่แสดงท่าทางการอาบน้ำและแต่งตัวของตัวละคร โดยมีบท
ร้องบรรยายลักษณะการอาบน้ำและเครื่องแต่งกายของตัวละคร ใช้ในการแสดงโขนและละครกับตัว
ละครฝ่ายพระหรือตัวเอกของเรื่อง เช่น รำลงสรงโทนของอิเหนาจากการแสดงละครในเรื่องอิเหนา,
รำลงสรงโทนของปันหยีจากการแสดงละครในเรื่องอิเหนา, รำลงสรงโทนของท้าวกะหมังกุหนิง
จากการแสดงละครใน เรื่อง อิเหนา และรำลงสรงโทนของเจ้ากรุงพานจากการแสดงละครในเรื่อง
อุณรุท เป็นต้น
     กระบวนการรำลงสรงนั้นเป็นการอวดฝีมือผู้แสดงในบทบาทพระเอกดังนั้นผู้ที่จะได้รับการ
ถ่ายทอดจึงต้องเป็นผู้ที่มีท่ารำงาม รูปร่างหน้าตางาม และผ่านการฝึกฝนตามขั้นตอนของนาฏศิลป์
ไทยมาจนกระทั่งมีทักษะขั้นสูง จึงจะได้รับอนุญาตให้สืบทอดท่ารำจากครู นอกจากนี้ กระบวนการ
รำลงสรงยังมีความประณีตตามแบบแผนของการแสดงละครไทยซึ่งต้องใช้เวลาในการแสดงนานจึง
ไม่เป็นที่นิยม ภายหลังได้มีผู้คิดตัดทอนเนื้อเพลงและท่ารำออกเพื่อให้ทันใจผู้ชม ทำให้ผู้มี
ความสามารถในการรำลงสรงแต่ละประเภทมีจำนวนน้อยลง และในบางชุดการแสดงก็นับว่าใกล้
จะสูญหายไปแล้ว อาทิ รำลงสรงแขก ในละครเรื่องพระยาแกรก ซึ่งในปัจจุบันคงเหลือผู้ที่
สามารถแสดงได้เพียงท่านเดียว แต่ท่านผู้นั้นก็มีเหตุผลบางประการที่ไม่สามารถถ่ายทอดท่ารำชุด
ดังกล่าวให้กับผู้ใดได้อีก (นพรัตน์ หวังในธรรม : สัมภาษณ์ 2549) ทำให้การแสดงลงสรงที่ยังคง
ถ่ายทอดอยู่ในปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 5 ประเภทเท่านั้น ซึ่งผู้วิจัยจะได้ใช้เป็นขอบเขตในการศึกษา
รำลงสรงที่ยังปรากฏว่ามีการถ่ายทอดกันอยู่ในปัจจุบัน ประเภทละ 1 ชุดการแสดงดังต่อไปนี้
     1. รำลงสรงปี่พาทย์ในการแสดงละครพันทางเรื่องพระลอ
     2. รำลงสรงโทนของอิเหนาในการแสดงละครในเรื่องอิเหนา
     3. รำลงสรงสุหร่ายในการแสดงละครในเรื่องอุณรุท
     4. รำลงสรงมอญในการแสดงละครนอกเรื่องสังข์ทอง
     5. รำลงสรงลาวในการแสดงละครพันทางเรื่องพระลอ
     งานวิจัยฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษา รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์กระบวนการรำ
และองค์ประกอบในการรำลงสรง โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์และ
รับการถ่ายทอดกระบวนท่ารำจากผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนศึกษาทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อของคน
ไทยเกี่ยวกับน้ำที่มีมาแต่สมัยโบราณ เพื่อเป็นส่วนประกอบในการวิเคราะห์และดำเนินงานวิจัย โดย
มีวิธีดำเนินงานวิจัยดังต่อไปนี้
วิธีดำเนินงานวิจัย
     1. การเก็บและรวบรวมข้อมูล
          1.1 ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ เอกสารทางวิชาการ ทั้งที่เป็นตำราและ
บทความจากห้องสมุดต่างๆ เช่น หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ศูนย์วิทยบริการจุฬาลงกรมหาวิทยาลัย ห้องสมุดคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย
ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้องสมุดวิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร
          1.2 สัมภาษณ์ผู้ที่มีความรู้ และมีประสบการณ์ในการแสดงรำลงสรงดังต่อไปนี้
               1.2.1 สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนาฏศิลป์ไทยที่ได้รับการถ่ายทอดกระบวนท่ารำลงสรงแบบต่างๆ ดังนี้
               - นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง
ปีพุทธศักราช 2533 อาจารย์พิเศษภาควิชานาฏศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย มีประสบการณ์ในการสอนและรำลงสรงมากว่า 40 ปี
               - นางนพรัตน์ หวังในธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป์
กรมศิลปากร มีประสบการณ์ในการสอนและรำลงสรงมากกว่า 40 ปี
               - นางรติวรรณ กัลยาณมิตร ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป์
กรมศิลปากร มีประสบการณ์ในการสอนและรำลงสรงมากกว่า 40 ปี
               - นางพัชรา บัวทอง นาฏศิลปิน สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร
มีประสบการณ์ในการสอนและรำลงสรงมากกว่า 30 ปี
               - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สวภา เวชสุรักษ์. หัวหน้าภาควิชานาฏยศิลป์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
               - นางสาววรรณพินี สุขสม นาฏยศิลปิน สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
               - นายธีรเดช กลิ่นจันทร์ นาฏยศิลปิน สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
     2. ศึกษากระบวนท่ารำลงสรงของตัวพระในการแสดงละครแบบหลวงจากผู้เชี่ยวชาญ
ทางด้านนาฏศิลป์ไทย ได้แก่
          - นางนพรัตน์ หวังในธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป์
กรมศิลปากร มีประสบการณ์ในการสอนและรำลงสรงมากกว่า 40 ปี
          - นางรติวรรณ กัลยาณมิตร ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป์
กรมศิลปากร มีประสบการณ์ในการสอนและรำลงสรงมากกว่า 40 ปี
          - นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ปีพุทธศักราช
2533 อาจารย์พิเศษภาควิชานาฏศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มี
ประสบการณ์ในการสอนและรำลงสรงมากว่า 40 ปี

ผลการวิจัย
     ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ ตีความ และสรุปผลการวิจัยเป็นรูปเล่มด้วยการ
พรรณนาความและเรียบเรียงเป็นรูปเล่มงานวิจัย ซึ่งผลการวิจัย พบว่ารำลงสรงทั้ง 5 ประเภทมี
วิธีการแสดง องค์ประกอบการแสดง กระบวนท่ารำและกลวิธีในการรำลงสรงดังนี้
1. วิธีการแสดง
     จากการศึกษาพบว่าลักษณะการรำลงสรงปี่พาทย์นั้นเป็นการรำที่ไม่มี
ท่ารำเฉพาะตายตัว ผู้แสดงสามารถออกแบบท่ารำอาบน้ำหรือชื่นชมดมกลิ่นกายประกอบทำนอง
ดนตรีบรรเลงได้ด้วยตนเอง ในขณะที่การรำลงสรงโทน ลงสรงสุหร่าย ลงสรงมอญ และลงสรง
ลาว ซึ่งมีท่ารำที่เป็นแบบแผนเฉพาะและมีวิธีการแสดงที่คล้ายคลึงกัน โดยสามารถแบ่งการ
แสดงออกได้เป็น 5 ช่วง ดังนี้
     ช่วงที่ 1 การเดินทางเข้ามายังเวที เป็นการแสดงท่ารำเพื่อเดินทางมายังสถานที่ที่จะทำ
การลงสรงประกอบเพลงปี่พาทย์บรรเลง อาทิ เพลงเสมอ เพลงต้นเข้าม่าน เพลงรัว เป็นต้น
     ช่วงที่ 2 การลงสรง เป็นการแสดงท่ารำประกอบเพลงบรรเลงหรือเพลงร้องอันมีเนื้อหา
บรรยายถึงการอาบน้ำ
ช่วงที่ 3 การทรงสุคนธ์ เป็นการแสดงท่ารำบรรยายถึงการปะพรมน้ำอบ น้ำหอม
หลังจากได้อาบน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
     ช่วงที่ 4 การแต่งตัว เป็นการแสดงท่ารำบรรยายถึงความงดงามของเครื่องแต่งกาย
รวมทั้งเครื่องประดับต่างๆ ของตัวละคร ลักษณะการแต่งกาย และอาวุธประจำกายของตัวละคร
ประกอบการร้องเพลงลงสรงประเภทต่างๆ
     ช่วงที่ 5 การออกเดินทาง เป็นการบรรยายอิริยาบถของการเดินทาง อาจเป็นการเดินทาง
ด้วยม้า การยกทัพทหาร หรือการเคลื่อนไหวของตัวละครหลังจากแต่งตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อไป
ยังสถานที่ต่างๆ ตามแต่บทละครจะกำหนด ซึ่งการแสดงในช่วงนี้มักใช้เพลงหน้าพาทย์บรรเลง
ประกอบ อาทิ เพลงเชิด เพลงเสมอ เพลงฉิ่ง เพลงเร็วลา เป็นต้น
ในการแสดงช่วงที่ 1 การเดินทางเข้ามายังเวที การแสดงช่วงที่ 4 การแต่งตัว และการ
แสดงช่วงที่ 5 การออกเดินทางนั้น เป็นช่วงการแสดงที่มีความสำคัญเนื่องจากพบว่าปรากฏอยู่ใน
การแสดงลงสรงถึง 4 ประเภท ได้แก่ ลงสรงโทน ลงสรงสุหร่าย ลงสรงมอญ และลงสรงลาว
ในขณะที่การแสดงช่วงอื่นๆ ปรากฏอยู่เฉพาะในการแสดงลงสรงบางประเภทเท่านั้น

2. องค์ประกอบในการแสดง
     2.1 เครื่องดนตรี เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงสามารถใช้ได้ทั้งวงปี่พาทย์
เครื่องห้า วงปี่พาทย์เครื่องคู่ และวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ แต่ที่นิยมมากที่สุดคือวงปี่พาทย์เครื่องคู่
เพราะเป็นวงดนตรีขนาดกลาง เหมาะสมกับลักษณะงานโดยทั่วไป (มนตรี ตราโมท, 2525. หน้า 5)
     2.2 เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับถือเป็น
สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบให้ถูกต้องตามบทร้องและจารีตประเพณีของการแสดงชุดนั้นๆ ทั้งนี้
เนื่องจากท่ารำในแต่ละท่า แสดงให้เห็นถึงลักษณะของเครื่องแต่งกาย ตำแหน่งของเครื่องแต่งกาย
และคุณสมบัติของเครื่องแต่งกาย ที่ตัวละครสวมใส่อยู่ในขณะประกอบการแสดงอย่างชัดเจน โดย
รูปแบบของเครื่องแต่งกายที่ใช้ประกอบในการรำลงสรงนั้นมีลักษณะเป็นแบบยืนเครื่องพระ ซึ่งสี
ชนิดของศิราภรณ์ และอาวุธประจำกายนั้น ต้องคำนึงถึงจารีตของตัวละครในการรำลงสรงประเภท
นั้นๆ อาทิ ตัวละครอิเหนาใส่ “ชุดยืนเครื่องพระสีแดง” สวมปันจุเหร็จหรือชฎา เหน็บกริชเป็นอาวุธ
ประจำกาย พระอุณรุทใส่ “ชุดยืนเครื่องพระสีเหลือง” สวมชฎา มีพระขรรค์เป็นอาวุธประจำกาย
เป็นต้น
 


     2.3 อุปกรณ์ประกอบการแสดง อุปกรณ์ประกอบการแสดงมีส่วนสำคัญในการ
จำลองภาพการอาบน้ำแต่งตัวให้ปรากฏบนเวที โดยทั่วไปการรำลงสรงชนิดที่มีการลงสรง(อาบน้ำ)
และทรงสุคนธ์(ปะพรมน้ำอบน้ำปรุง) มักใช้เตียงใหญ่ และเตียงเล็ก ซึ่งประกอบไปด้วยอุปกรณ์
ต่างๆ ดังนี้
     เตียงเล็กสำหรับวางขันน้ำใบเล็กและขันน้ำใบใหญ่พร้อมพานรองในขั้นตอนของการลง
สรง โดยจะตั้งอยู่บริเวณด้านขวามือของผู้แสดง
     เตียงใหญ่สำหรับวางเครื่องราชูปโภคพร้อมพานรองในขั้นตอนของการทรงสุคนธ์ โดยจะ
ตั้งอยู่บริเวณด้ายซ้ายมือของผู้แสดง
     หากการรำลงสรงที่มีเพียงขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ให้ใช้เวทีส่วนกลางในการจัดวาง
อุปกรณ์ประกอบการแสดง และหากเป็นการรำลงสรงที่มีเฉพาะบทแต่งตัวก็ไม่จำเป็นต้องใช้
อุปกรณ์ประกอบในการแสดง แต่จะใช้เวทีส่วนกลางสำหรับประกอบการร่ายรำเท่านั้น ซึ่งการ
แบ่งแยกพื้นที่ของเตียงสำหรับอาบน้ำ เตียงสำหรับทรงสุคนธ์ และพื้นที่สำหรับการรำแต่งตัวไว้
ออกจากกันอย่างชัดเจนนี้ ก็เพื่อจำลองห้องอาบน้ำและห้องทรงสุคนธ์ออกจากกันตามธรรมชาติใน
ชีวิตจริงของมนุษย์ (สวภา เวชสุรักษ์ : สัมภาษณ์ 2550) และที่จัดให้เตียงอาบน้ำอยู่บริเวณด้าน
ขวามือของผู้แสดงนั้น ผู้วิจัยสันนิษฐานว่ามีที่มาจากเหตุผล 2 ประการด้วยกัน ดังนี้
ประการที่ 1 จารีตในการแสดง โดยผู้แสดงต้องออกแสดงทางประตูด้านขวามือ และ
การอาบน้ำถือเป็นขั้นตอนแรกในการรำลงสรงจึงต้องจัดให้เตียงลงสรงอยู่ใกล้กับประตูทางออกมาก
ที่สุด จากนั้นในขั้นตอนต่อไปจึงจะใช้เตียงถัดไปทางซ้ายมือสำหรับทรงสุคนธ์
ประการที่ 2 ตามธรรมเนียมของไทยนิยมเรียงลำดับแรกจากด้านขวามือไล่ไปยังด้าน
ซ้ายมือ อาทิ ห้องที่ 1 ห้องอาบน้ำ ห้องที่ 2 ห้องทรงสุคนธ์ ห้องที่ 3 ห้องแต่งตัว เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตามในการเลือกใช้อุปกรณ์ชนิดต่างๆผู้แสดงต้องศึกษาจารีตของการใช้
อุปกรณ์ในการแสดงชุดนั้นๆให้ละเอียดก่อนที่จะทำการแสดงเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น

3. กระบวนท่ารำและกลวิธีในการรำลงสรง
     จากการศึกษากระบวนท่ารำลงสรงทั้ง 5 ชุด ผู้วิจัยพบว่า การรำลงสรงเป็นกระบวนท่ารำ
ที่เกิดขึ้นตามความสมจริง ท่าที่ใช้สามารถสื่อสารให้ผู้ชมเห็นความสำคัญและความงดงามของ
เครื่องแต่งกายที่ตัวละครสวมใส่อยู่ โดยท่ารำลงสรงปี่พาทย์นั้นเป็นการแสดงท่ารำในลักษณะที่ไม่
ตายตัวแต่แสดงออกซึ่งความหมายของการอาบน้ำ อาจเป็นการแสดงท่ารำในลักษณะวักน้ำล้างตัว
ล้างหน้า หรือชื่นชมดมกลิ่นกายจนกระทั่งปี่พาทย์บรรเลงเพลงสิ้นสุดลงถือเป็นการเสร็จสิ้น
กระบวนการรำลงสรงปี่พาทย์ ส่วนในการรำลงสรงโทน ลงสรงสุหร่าย ลงสรงมอญ และลงสรง
ลาวนั้น กระบวนท่ารำส่วนใหญ่เป็นการรำใช้บท โดยมีท่ารำประกอบบทสอดแทรกบ้างในบางช่วง
นอกนั้นมีโครงสร้างเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่รายละเอียดเล็กน้อย ได้แก่
     3.1 ท่ารำหลัก เป็นลักษณะการแสดงท่ารำที่มีโครงสร้างเหมือนกันตามความหมาย
ของคำร้องบรรยายองค์ประกอบของเครื่องแต่งกายชนิดต่างๆ ท่ารำอาจแตกต่างกันบ้างที่ทิศ
ทางการหันตัว โดยบางท่ารำอาจหันเฉียงตัวออกไปทางด้านข้าง บางท่ารำอาจหันข้างซ้าย หรือหัน
ข้างขวา เป็นต้น นอกจากนี้ในท่ารำหลักบางท่าที่คำร้องมีความหมายอย่างเดียวกันยังสามารถ
ปฏิบัติท่ารำได้ทั้งมือซ้ายและมือขวา และถ้าเครื่องแต่งกายชิ้นนั้นมีลักษณะ 2 ข้างหรือ 2 ชิ้น ก็
มักจะปฏิบัติท่ารำนั้น 2 ครั้ง โดยปฏิบัติสลับข้างซ้ายและข้างขวา อาทิ ท่าภูษา ท่าสนับเพลา
ท่าทองกร ท่าธำมรงค์ เป็นต้น
     จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการรำลงสรงปี่พาทย์นั้นเป็นการรำที่ไม่มีท่ารำเฉพาะตายตัว
ผู้แสดงสามารถออกแบบท่ารำอาบน้ำหรือชื่นชมดมกลิ่นกายประกอบทำนองดนตรีบรรเลงได้ด้วย
ตนเอง ดังนั้นลำดับต่อไปผู้วิจัยจะได้เลือกยกกระบวนท่ารำหลักของการรำลงสรงโทน ลงสรง
สุหร่าย ลงสรงมอญ และลงสรงลาว ซึ่งมีท่ารำที่เป็นแบบแผนเฉพาะมาวิเคราะห์เพื่อให้เห็นความ
แตกต่างของท่ารำในการแสดงลงสรงแต่ละประเภท และกลวิธีในการรำดังนี้
     1. ท่าสนับเพลา เป็นท่ารำที่แสดงความหมายถึงกางเกงที่ตัวละครสวมใส่อยู่มีลักษณะ
ปลายขางอนขึ้นมาด้านหน้าเล็กน้อย



     ท่าสนับเพลา พบว่ามีอยู่ในการรำลงสรงสุหร่าย ลงสรงมอญ และลงสรงลาว โดย
ลักษณะท่ารำนั้นเหมือนกันทั้งหมด คือ ยกเท้าใดเท้าหนึ่ง มือทั้งสองจีบหงายอยู่ระดับหน้าขา แต่
แตกต่างกันเล็กน้อยที่ทิศทางการหันตัว

     2. ท่าภูษา เป็นท่ารำที่แสดงความหมายถึงผ้านุ่ง ที่ตัวละครสวมใส่อยู่ มีลักษณะการนุ่ง
แบบจีบโจงหางหงส์



     ท่าภูษาพบว่ามีอยู่ในการรำลงสรงทั้ง 4 ประเภทโดยมีลักษณะท่ารำเหมือนกัน คือ การ
ก้าวหน้าแล้วจึงยกเท้า มือหนึ่งจีบหงายระดับชายพกอีกมือหนึ่งตั้งวงล่างระดับชายพก แต่แตกต่าง
กันเล็กน้อยที่ทิศทางการหันตัว และวิธีการใช้สัดส่วนของร่างกายข้างขวาและข้างซ้าย

     3. พาหุรัด เป็นท่ารำที่แสดงความหมายถึง รัดต้นแขน ที่ใช้ใส่บริเวณปลายเสื้อแขนสั้น
หรือรัดอยู่บริเวณต้นแขนของเสื้อแขนยาวสำหรับตัวละครฝ่ายพระ



     ท่าพาหุรัด พบว่ามีอยู่ในการรำลงสรงสุหร่าย และลงสรงลาว โดยการใช้มืออยู่ใน
ลักษณะเดียวกันคือมือหนึ่งตั้งวงสูง อีกมือหนึ่งจีบหงายบริเวณรัดต้นแขนของวงสูง แต่แตกต่างกัน
เล็กน้อยที่การปฏิบัติท่าเท้า

     4. ท่าห้อยหน้า หรือ ชายไหว เป็นท่ารำที่แสดงความหมายถึงผ้าห้อยด้านหน้าที่ปิดทับ
บนรัดสะเอว มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า



     ท่าห้อยหน้า หรือ ชายไหวพบว่ามีอยู่ในการรำลงสรงโทน ลงสรงสุหร่าย และลงสรงลาว
โดยมีลักษณะท่ารำที่คล้ายคลึงกันคือ ยกเท้า มือหนึ่งตั้งวงล่างระดับชายพก อีกมือหนึ่งตั้งวง
หงายแต่แตกต่างกันที่ลักษณะการงอแขน – ตึงแขน และวิธีการใช้สัดส่วนของร่างกายข้างขวาและ
ข้างซ้ายเท่านั้น

     5. ท่าทับทรวง เป็นท่ารำที่แสดงความหมายถึง สร้อยคอซึ่งมีสายยาวห้อยทับอยู่บริเวณ
หน้าอก



     ท่าทับทรวง พบว่ามีอยู่ในการรำลงสรงทั้ง 4 ประเภท มีลักษณะท่ารำโดยรวมที่
เหมือนกันคือ ยกเท้า มือหนึ่งจีบหงายบริเวณทับทรวง อีกมือหนึ่งจีบส่งหลัง แต่แตกต่างกัน
เล็กน้อยที่วิธีการใช้ท่ารำข้างขวาและข้างซ้าย

6. ท่าสังวาล เป็นท่ารำที่แสดงความหมายถึง สร้อยสังวาลที่มีลักษณะเป็นสายยาวพาด
บริเวณบ่าและไขว้ทับกันบริเวณกึ่งกลางลำตัว



     ท่าสังวาล พบว่ามีอยู่ในการรำลงสรงทั้ง 4 ประเภท โดยการรำลงสรงโทน ลงสรงมอญ
และลงสรงลาว มีลักษณะท่ารำโดยรวมที่เหมือนกัน คือการปฏิบัติท่าสอดสร้อยมาลา โดยมือหนึ่ง
ตั้งวงสูง อีกมือหนึ่งจีบหงายระดับชายพก แต่แตกต่างกันเล็กน้อยในส่วนของทิศทางการหันตัว
การใช้เท้า การใช้ท่ารำข้างขวาและข้างซ้าย ในขณะที่การรำลงสรงสุหร่ายนั้นมีท่ารำที่แตกต่าง
จากการรำลงสรงประเภทอื่นคือ มือหนึ่งตั้งวง อีกมือหนึ่งจีบส่งหลัง

     7. ท่าทองกร เป็นท่ารำที่แสดงความหมายถึงกำไลที่สวมอยู่บนข้อมือทั้งสองข้าง



     ท่าทองกรพบว่ามีอยู่ในการรำลงสรงทั้ง 4 ประเภท โดยการรำลงสรงโทน ลงสรงมอญ
และลงสรงสุหร่ายมีลักษณะท่ารำโดยรวมที่เหมือนกัน คือ มือหนึ่งตั้งวงสูง อีกมือหนึ่งจีบหงายที่
ข้อมือของมือตั้งวง แต่แตกต่างกันเล็กน้อยในส่วนของการใช้เท้า และการใช้ท่ารำข้างขวาและข้าง
ซ้าย ส่วนการรำลงสรงลาวนั้นมีท่ารำแตกต่างจากการรำลงสรงประเภทอื่น คือมือหนึ่งตั้งมือแบแขน
ตึงด้านหน้าระดับไหล่ อีกมือหนึ่งจีบหงายคู่กันด้านหน้าแขนตึงในระดับเดียวกัน

     8. ท่าตาบทิศ เป็นท่ารำที่แสดงความหมายถึงเครื่องประดับที่ติดอยู่บริเวณสายสังวาล
เวลาใส่จะห้อยอยู่บริเวณข้างสะโพกทั้งสอง



ท่าตาบทิศ พบว่ามีอยู่ในการรำลงสรงสุหร่าย และลงสรงลาว โดยมีท่ารำที่แตกต่างกัน
เล็กน้อย คือ การรำลงสรงสุหร่ายปฏิบัติท่ารำโดยมือหนึ่งตั้งวงสูงอีกมือหนึ่งจีบหงายที่บริเวณข้าง
ลำตัว ส่วนรำลงสรงลาวนั้นมือหนึ่งตั้งวงสูงส่วนอีกมือหนึ่งจีบหงายระดับชายพก แต่ถึงท่ารำจะมี
ความแตกต่างกันอย่างไร ทั้งสองชุดการแสดงก็ยังคงใช้มือจีบอยู่บริเวณตาบทิศเหมือนกัน

     9. ท่าธำมรงค์ เป็นท่ารำที่แสดงความหมายถึงแหวนที่สวมใส่บริเวณนิ้วของมือทั้งสองข้าง



     ท่าธำมรงค์ พบว่ามีอยู่ในการแสดงลงสรงทั้ง 4 ประเภท โดยการรำลงสรงโทน ลงสรง
สุหร่าย และลงสรงลาว มีลักษณะท่ารำโดยรวมที่เหมือนกัน คือมือหนึ่งตั้งมือแบแขนตึงด้านหน้า
ระดับไหล่ อีกมือหนึ่งตั้งวงโดยใช้นิ้วชี้แตะไล่นิ้ว ชี้,กลาง,นาง,ก้อย ของมือแบตั้ง แต่แตกต่างกัน
เล็กน้อยในส่วนของการใช้เท้า และการใช้ท่ารำข้างขวาและข้างซ้าย ในขณะที่การรำลงสรงมอญ
นั้นมีความแตกต่างจากการรำลงสรงประเภทอื่นคือ มือหนึ่งตั้งมือแบด้านหน้าแขนตึงอีกมือหนึ่งจีบ
หงายด้านหน้าแขนตึงในระดับเดียวกัน

     10. ท่ามงกุฎ เป็นท่าที่แสดงความหมายถึงเครื่องประดับศีรษะที่ตัวละครสวมอยู่ มียอดสูง



     ท่ามงกุฎ พบว่ามีอยู่ในการรำลงสรงทั้ง 4ประเภท มีลักษณะท่ารำโดยรวมที่เหมือนกัน
คือ มือทั้งสองจีบคว่ำแล้วม้วนออกเป็นตั้งวงบัวบาน แต่แตกต่างกันเล็กน้อยที่วิธีการใช้เท้า และการใช้ท่ารำข้างขวาและข้างซ้าย

     นอกจากนี้ยังพบท่ารำโบกเป็นท่ารำหลักซึ่งปรากฏอยู่ท้ายคำกลอนแต่ละบทของการรำลง
สรงทั้ง 4 ประเภท โดยมีวิธีปฏิบัติท่ารำที่เหมือนกันดังนี้ หันเฉียงขวา ก้าวหน้าเท้าขวามือซ้ายจีบ
หงาย ด้านหน้าระดับเอวมือขวาตั้งวงด้านหน้าในระดับเดียวกัน เอียงซ้าย จากนั้นวางส้นเท้าซ้าย
เหลื่อมคู่กับเท้าขวา มือซ้ายตั้งวงสูงระดับแง่ศีรษะค่อนมาด้านหน้าเล็กน้อย มือขวาจีบส่งหลังเอียงขวา

     จากการศึกษากระบวนท่ารำหลักของการรำลงสรงทั้ง 4 ประเภทนั้นผู้วิจัยพบกลวิธีในการ
ปฏิบัติท่ารำหลักให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้แสดงต้องมีกำลังขาที่แข็งแรง มีความสามารถใช้พลังใน
ร่างกายเข้ามาเป็นส่วนช่วยให้ท่ารำสง่าผึ่งผายมากยิ่งขึ้น โดยการก้าวหน้าหรือก้าวข้างก่อนที่จะยก
เท้าผู้แสดงต้องผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับย่อตัวลง และต่อเนื่องด้วยการยกเท้าหรือกระดกเท้า
เพื่อปฏิบัติท่ารำที่สมบูรณ์ให้สู

 

 

ที่มา : อาจารย์ประภาศรี ศรีประดิษฐ์

ข่าวเมื่อ : 24 Jun 10 / 15:14

โดย : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร