บทความ

ดูข่าวบทความทั้งหมด >>

 

 

นาฏยศัพท์ที่ใช้ในรำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย

 

นาฏยศัพท์ที่ใช้ในรำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย
นุชนาฏ ดีเจริญ


บทคัดย่อ
นาฏยศัพท์ หมายถึง คำที่ใช้สื่อความหมายให้รับรู้ และเข้าใจตรงกันในวงการนาฏศิลป์ไทย
โดยเฉพาะผู้สอนกับผู้เรียน โดยผู้สอนไม่ต้องอธิบายรายละเอียดของท่ารำทุกครั้งที่สอน แต่จะใช้นาฏยศัพท์
เพียงคำเดียวก็สามารถสื่อให้ผู้เรียนเข้าใจได้
นาฏยศัพท์ที่ใช้ในรำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย มี 33 คำ ซึ่งมีทั้งนาฏยศัพท์แบบหลวง
และนาฏยศัพท์ที่ผู้วิจัยเขียนขึ้นจากลีลาท่ารำที่ได้พบในการแสดงชุดนี้ ได้แก่
1. กระทบ 2. กระดก 3. เอียง
4. ทรงตัว 5. ก้าวเท้า 6. วางส้นเท้า
7. วงบน 8. จีบหงาย 9. ก้าวข้าง
10. จีบปรกข้าง 11. วงหน้า 12. วงบัวบาน
13. ลักคอ 14. ย่ำเท้า 15. ยกเท้า
16. ตั้งเข่า หรือ ยืนเข่า 17. เหลื่อมเท้า 18. ย่อเข่า
19. จรดเท้า 20. แตะเท้า 21. ทิ้งตัว
22. จีบคว่ำ 23. วงล่าง 24. จีบหลัง
25. นั่งบนส้นเท้า 26. วงกลาง 27. ก้าวหน้า
28. ล่อแก้ว 29. ปาดมือ 30. ซอยเท้า
31.แทงมือ 32. ส่ายมือ

Abstract
The Thai dance of Natayasub is a special language enabling the instructors
and students to communicate with each other. The instructor doesn’t need to explain
all the details of the dance as the Natayasub can communicate this to the students.
The Natayasub used in the drum dance of Sisamrong District, Sukhothai
Province has 32 classical dance words and words that have been created by the
researcher. These words are shown as follow:
1. Kra - thop 2. Kra - dok 3. Iang
4. Song – tuo 5. Kaw - thao 6. Wang – son - thao
7. Wong - bon 8. Jib - ngay 9. kaw - khang
10. Jib – prok - khang 11. Wong - na 12. Wong – buo - ban
13. Lak - kho 14. Yam - thao 15. Yok - thao
16. Tang - khao/ Yean - khao 17. Leam - thao 18. Yoa - khao
19. Jarot - thao 20. Tae - thao 21. Ting - tao
22. Jib - khuam 23. Wong - lang 24. Jib - lang
25. Nang – bon – son - thao 26. Wong - klang 27. Kaw - na
28. Law - kaew 29. Pad - mue 30.Soi - thao
31.Thang - mue 32. Sai - mue

     ในการเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์ โดยเฉพาะวิชานาฏศิลป์ไทย ผู้เรียนจะต้องศึกษาคำศัพท์ที่ใช้
เฉพาะในวงการนาฏศิลป์ไทย ที่เรียกกันว่า “นาฏยศัพท์” เพื่อเป็นการสื่อความหมายระหว่างผู้สอน
กับผู้เรียนให้เข้าใจตรงกัน ก่อนที่จะฝึกปฏิบัติท่ารำในชุดต่างๆ โดยผู้สอนจะให้ผู้เรียนรู้นาฏยศัพท์พื้นฐาน
ที่ผู้เรียนควรทราบ จากนั้นจึงฝึกปฏิบัติท่ารำตามนาฏยศัพท์ฉพาะที่ใช้ในเพลงนั้น ๆ หรือผู้สอนบางท่าน
จะสอนนาฏยศัพท์พร้อมกับการฝึกปฏิบัติท่ารำไปพร้อม ๆ กันก็ได้ ซึ่งไม่ว่าจะใช้วิธีใด การเรียนรู้
นาฏยศัพท์ก็เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้สอนและผู้เรียน เพราะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียนการสอน สามารถฝึก
ปฏิบัติท่ารำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

บทนำ
ความหมายของนาฏยศัพท์
คำว่านาฏยศัพท์ เป็นคำสมาส ประกอบด้วยคำสองคำ คือ นาฏย + ศัพท์ พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2546 ให้ความหมายไว้ว่า
นาฏย – (นาดตะยะ-) (แบบ) ว. เกี่ยวกับการฟ้อนรำ, เกี่ยวกับการแสดงละคร เช่น
นาฏยศาลา (2546:576)
ศัพท์ (สับ) น. เสียง คำ เช่น ศัพท์บัญญัติ; คำยากที่ต้องแปล ศัพu3607 .์เฉพาะวิชา น. คำที่
ตราขึ้นหรือกำหนดขึ้นไว้ในแต่ละวิชา ศัพท์บัญญัติ น. คำที่ตราขึ้นหรือกำหนดขึ้นไว้ให้มีความหมายเฉพาะ
เป็นเรื่อง ๆ ไป (2546:1095)

     จากความหมายของคำ 2 คำที่กล่าวข้างต้น สรุปความหมายของคำว่า นาฏยศัพท์ได้ดังนี้
นาฏยศัพท์ คือ คำที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมายให้รับรู้ และเข้าใจตรงกันในวงการนาฏศิลป์
ไทย เช่น คำว่า วง จีบ ประ เป็นต้น โดยเป็นคำที่บอกให้รู้เกี่ยวกับกิริยาอาการ การเคลื่อนไหว ลีลาการ
ปฏิบัติท่ารำในนาฏศิลป์ โขน ละคร รำและระบำต่าง ๆ

ที่มาของนาฏยศัพท์
     วีระชัย มีบ่อทรัพย์ . (2545: 213) กล่าวถึงที่มาของคำว่า “นาฏยศัพท์” ว่าได้เริ่มนำมาใช้ในวง
การศึกษาวิชานาฏศิลป์ในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กรมศิลปากรได้ฟื้นฟูการศึกษา
และปรับปรุงการแสดงนาฏศิลป์โขน ละคร ตามแบบแผนการแสดงในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่5 – 6 และได้
ปรับปรุงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทางด้านปฏิบัติและภาคทฤษฎีควบคู่กันไป จึงบรรจุ
วิชานาฏยศัพท์ในหลักสูตร
     พ.ศ. 2497 นายธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดี กรมศิลปากร) หัวหน้ากองการสังคีตในขณะนั้น มีคำสั่ง
ให้อาจารย์อาคม สายาคม (พระราม) ศิลปินตรี กองการสังคีตรวบรวมและเรียบเรียงคำอธิบายนาฏยศัพท์
เบื้องต้นของ ตัวพระ - นาง ที่ใช้สื่อความหมายในการฝึกหัดเรียนรู้นาฏศิลป์ โขน ละคร เชิงวิชาการ เพื่อใช้ใน
โรงเรียนนาฏศิลป (วิทยาลัยนาฏศิลปปัจจุบัน) ต่อมา นายอร่าม อินทรนัฏ (ทศกัณฐ์) รวบรวมนาฏยศัพท์
ของยักษ์ อาจารย์กรี วรศะริน (หนุมาน) รวบรวมนาฏยศัพท์ของลิง
ปัจจุบันนาฏยศัพท์ได้แพร่หลายไปในวงการศึกษาวิชานาฏศิลป์ไทย ตามสถานศึกษาทั่วไปทั้งใน
ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา
     จากที่มาของนาฏยศัพท์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ทราบว่า นาฏยศัพท์ เป็นเรื่องหนึ่งที่บรรจุไว้ในหลักสูตร
ของวิทยาลัยนาฏศิลป โดยครู อาจารย์เห็นความสำคัญของนาฏยศัพท์ ที่สามารถสื่อความหมายให้รับรู้และ
เข้าใจตรงกันระหว่างผู้ถ่ายทอดกับผู้รับการถ่ายทอด (หรือจากครูไปสู่ศิษย์) ทำให้ประหยัดเวลา ในการสื่อ
ความหมาย โดยครูไม่ต้องอธิบายรายละเอียดของท่ารำทุกครั้งที่สอน แต่ใช้คำ ๆ เดียวก็สามารถสื่อให้ผู้เรียน
เข้าใจได้ เช่น คำว่า “วงบน” ครูไม่ต้องอธิบายรายละเอียดว่า หมายถึงส่วนโค้งของลำแขน ที่ทอดไปให้ได้ระดับ
โดยตัวพระปลายนิ้วอยู่ระดับ แง่ศีรษะ และตัวนางปลายนิ้วอยู่ระดับคิ้ว หักข้อมือทุกครั้ง แต่ครูจะอธิบายเพียง
ครั้งเดียว จากนั้นไม่ต้องอธิบายอีก เมื่อครูกล่าวว่า “วงบน” ผู้เรียนก็จะปฏิบัติได้ถูกต้องรวดเร็ว อันเป็นการ
ประหยัดเวลาและพลังในการสอนของครู
     ดังนั้นในการถ่ายทอดท่ารำต่าง ๆ ครูผู้สอนส่วนใหญ่จะให้ผู้เรียนฝึกนาฏยศัพท์พื้นฐาน ที่ผู้เรียน
ควรทราบ จากนั้นจึงฝึกนาฏยศัพท์ที่ใช้ในเพลงนั้นๆ ก่อน แล้วจึงเริ่มต่อท่ารำ หรือผู้สอนบางท่านจะฝึก
นาฏยศัพท์พร้อมกับต่อท่ารำไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งไม่ว่าจะใช้วิธีใด การเรียนรู้นาฏยศัพท์ก็เป็นประโยชน์ทั้งผู้เรียน
และผู้สอน โดยเฉพาะผู้เขียนเห็นประโยชน์ของการสืบทอดนาฏศิลป์ไทย ทั้งแบบมาตรฐานและแบบพื้นบ้าน
โดยเฉพาะรำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ควรได้รับการสืบทอด
ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะทำให้การสืบทอดประสบความสำเร็จ คือ ทำอย่างไรให้ผู้ถ่ายทอดและผู้รับการถ่ายทอด ใช้เวลา
ในการฝึกปฏิบัติท่ารำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น จึงรวบรวมนาฏยศัพท์ที่ใช้ในการรำกลองยาวของอำเภอ
ศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งผู้เขียนได้ทำวิจัยร่วมกับ อ.จิตติมา นาคีเภท เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อจะเป็นประโยชน์
แก่ผู้ถ่ายทอดและรับการถ่ายทอดต่อไป
     ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดของนาฏยศัพท์ที่ใช้ในรำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย
ผู้เขียนขอสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องนี้ ดังนี้
รำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ประดิษฐ์ขึ้นโดย อาจารย์สำเนา จันทร์จรูญ
โดยได้รับการถ่ายทอดเพลงและท่ารำกลองยาวโบราณของผู้แสดงชายมาจากคณะกลองยาวของ
นายแฉ่ง มีเจริญ นายโต๊ะ พูลรอด และนายจำเนียร จันทร์จรูญ และในปี พ.ศ.2506 อาจารย์สำเนา
ได้ประดิษฐ์ท่ารำของผู้แสดงหญิงขึ้น โดยแบ่งการแสดงออกเป็น 6 ช่วง คือ
1. รำเดี่ยวกลองชาย
2. รำหมู่กลองชาย
3. รำเดี่ยวกลองหญิง
4. รำหมู่กลองหญิง
5. รำล้อกลองฉาบ
6. รำล้อกลองชายหญิง
     จากท่ารำทั้ง 6 ช่วงดังกล่าว มีนาฏยศัพท์ที่ใช้รวมทั้งสิ้นจำนวน 32 คำ โดยสามารถแยก
รายละเอียดของนาฏยศัพท์ในแต่ละช่วงการแสดงได้ดังนี้
ช่วงที่ 1 รำเดี่ยวกลองชาย นาฏยศัพท์ที่ใช้ในช่วงนี้ คือ
1. กระทบ 9. ก้าวข้าง
2. กระดก 10. จีบปรกข้าง
3. เอียง 11. วงหน้า
4. ทรงตัว 12. วงบัวบาน
5. ก้าวเท้า 13. ลักคอ
6. วางส้นเท้า 14. ย่ำเท้า
7. วงบน 15. ยกเท้า
8. จีบหงาย
ช่วงที่ 2 รำหมู่กลองชาย นาฏยศัพท์ที่ใช้ในช่วงนี้ คือ
1. กระทบ 6. ก้าวเท้า
2. ตั้งเข่าหรือยืนเข่า 7. วางส้นเท้า
3. เหลื่อมเท้า 8. ย่ำเท้า
4. วงบน 9. ย่อเข่า
5. จีบหงาย 10. กระดก
ช่วงที่ 3 รำหมู่กลองหญิง นาฏยศัพท์ที่ใช้ในช่วงนี้ คือ
1. กระทบ 11. วงหน้า
2. วงบน 12. แตะเท้า
3. จีบหงาย 13. จีบปรกข้าง
4. เอียง 14. ทิ้งตัว
5. ตั้งเข่า หรือ ยืนเข่า 15. จีบคว่ำ
6. เหลื่อมเท้า 16. วงบัวบาน
7. ย่ำเท้า 17. กระดก
8. ยกเท้า 18. ยกเท้า
9. วงล่าง 19. ก้าวเท้า
10. จีบหลัง 20. จรดเท้า
ช่วงที่ 4 รำหมู่กลองชายหญิง นาฏยศัพท์ที่ใช้ในช่วงนี้ คือ
1. จีบปรกข้าง 13. จรดเท้า
2. วงหน้า 14. กระดก
3. ย่ำเท้า 15. จีบคว่ำ
4. เอียง 16. ก้าวเท้า
5. ย่อเข่า 17. นั่งบนส้นเท้า
6. นั่งคุกเข่า 18. ยกเท้า
7. กระทบ 19. จีบหลัง
8. วงบน 20. วงกลาง
9. จีบหงาย 21. วงบัวบาน
10. ตั้งเข่า หรือ ยืนเข่า 22. ก้าวหน้า
11. เหลื่อมเท้า 23. ล่อแก้ว
12. แตะเท้า 24. ปาดมือ
ช่วงที่ 5 รำล้อกลองฉาบ นาฏยศัพท์ที่ใช้ในช่วงนี้ คือ
1. กระทบ 4. ก้าวหน้า
2. ตั้งเข่า 5. นั่งบนส้นเท้า
3. ยกเท้า
ช่วงที่ 6 รำล้อกลองชายหญิง นาฏยศัพท์ที่ใช้ในช่วงนี้ คือ
1. จีบปรกข้าง 9. ยกเท้า
2. วงหน้า 10. จีบคว่ำ
3. เอียง 11. แทงมือ
4. ก้าวเท้า-ย่ำเท้าตามจังหวะ 12. ตั้งเข่า
5. วงบน 13. วงบน
6. จีบหงาย 14. ส่ายมือ
7. ซอยเท้า 15. เหลื่อมเท้า
8. กระดก 16. ก้าวข้าง
จากนาฏยศัพท์ที่ปรากฏทั้ง 6 ช่วงนั้น สามารถจัดแบ่งประเภทของนาฏยศัพท์ตามส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายได้ดังนี้
ส่วนที่ 1 ศีรษะ
ส่วนที่ 2 ลำตัว
ส่วนที่ 3 มือและแขน
ส่วนที่ 4 เท้า
ส่วนที่ 1 ศีรษะ ประกอบด้วย
1. เอียง หมายถึง เอียงศีรษะ หรืออ่อนศีรษะ คือกิริยาที่จะต้องใช้ ร่างกายตั้งแต่ช่วงเอว
ไหล่ ขึ้นมา โดยเริ่มกดเอว กดไหล่ เพื่อเน้นให้เห็นสรีระของร่างกายเป็นเส้นโค้ง เวลาที่เอียงศีรษะลงมาต้อง
มีความรู้สึกว่า ใบหูตรงกับหัวไหล่ข้างที่จะเอียง
2. ลักคอ หมายถึง กิริยาการเอียงที่ตรงข้ามกับไหล่ที่กด เริ่มจากหน้าตรง มองตรง
แล้วกดไหล่ข้างใดข้างหนึ่งลง แต่เอียงศีรษะไปอีกข้างหนึ่ง เช่น กดไหล่ซ้ายเอียงไหล่ขวา
ส่วนที่ 2 ลำตัว ประกอบด้วย
1. ทรงตัว คือการตั้งลำตัวให้ตรง ไม่u3650 .อนเอนไปด้านใดด้านหนึ่ง ดันหลังให้ตึง ยกอกขึ้น
เล็กน้อย แต่ต้องไม่ให้หน้าท้องยื่นล้ำออกมามาก ต้องเกร็งหน้าท้องไว้ด้วยเสมอ
2. กระทบ หรือ กระทบจังหวะ เป็นกิริยาเคลื่อนไหวของผู้รำ เปลี่ยนท่ารำจากท่าหนึ่ง
ไปอีกท่าหนึ่ง โดยการเคลื่อนไหวส่วนเอวลงมาถึงขา ในการแสดงชุดนี้ใช้เฉพาะนั่งกระทบ
นั่งกระทบ คือ กิริยาที่สืบเนื่องมาจากการนั่งคุกเข่าหรือนั่งพับเพียบ โดยยกก้นขึ้นเล็กน้อย
แล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเท้าเบาๆ การนั่งกระทบให้ได้จังหวะที่ดี จะต้องเกร็งหน้าขาด้วยเสมอ
3. ทิ้งตัว หรือทิ้งน้ำหนัก คือ การถ่ายน้ำหนักตัวไปในทิศทางของขาหรือตามเท้าที่ก้าว
บางครั้งอาจให้น้ำหนักตัวอยู่ที่ศูนย์กลางพอดี การถ่ายน้ำหนักในการรำไทยนั้นจะสังเกตเห็นได้ว่า จะต้องมี
การถ่ายเทน้ำหนักตัวตลอดเวลา เพื่อรักษาสมดุลของท่า หากยืนก็จะไม่ถ่ายน้ำหนักลงบนเท้าทั้งสองเท่ากัน
(ยกเว้นท่ายืนผสมเท้า) มักจะทิ้งน้ำหนักลงที่เท้าที่ก้าวไปข้างหน้า หรือเท้าที่ไขว้อยู่ด้านหน้าเป็นส่วนมาก
เมื่อถ่ายน้ำหนักไปที่เท้าหน้าแล้ว เท้าที่วางด้านหลังจะไม่มีน้ำหนัก คงวางไว้ตามตำแหน่งที่ถูกต้อง หรือเปิด
ส้นเท้าขึ้นเท่านั้น
ส่วนที่ 3 มือและแขน ประกอบด้วย
1. วง หรือตั้งวง คือส่วนโค้งของลำแขนที่ทอดไปให้ได้ระดับ การจะตั้งวงให้ได้สัดส่วนที่
งดงามนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับการมีนิ้วมือที่เรียวโค้งไปด้านหลังได้มาก ๆ แต่อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับองศาระหว่าง
ท่อนแขนบน- ล่าง และท่อนแขนล่างกับข้อมือประกอบด้วย การตั้งวงจึงต้องทอดแขนให้เห็นเป็นเส้นโค้ง
ที่มีสัดส่วนสวยงามตามแบบของแต่ละบทบาท เช่น ตัวยักษ์จะมีวงกว้างที่สุด รองลงมาคือ ลิง พระ และนาง
ในเรื่องระดับของวงสามารถแบ่งได้ดังนี้
1.1 วงบน หรือ วงสูง ลักษณะของวงที่ปลายนิ้วอยู่ระดับแง่ศีรษะ(ตัวพระ) โดย
กันวงออกมาข้างลำตัว เฉียงมาทางด้านหน้าเล็กน้อย ( แนวเดียวกับหน้าขาที่เปิดออก) ส่วนวงบนของตัว
นาง ปลายนิ้วจะอยู่ระดับคิ้ว กันวงเฉียงเข้ามาทางด้านหน้า
1.2 วงกลาง ทั้งตัวพระและตัวนาง ลดระดับวงลงให้อยู่ในระดับหัวไหล่
1.3 วงล่าง หรือ วงต่ำ มือที่ตั้งวงอยู่บริเวณหัวเข็มขัดหรือชายพก ตัวพระจะกัน
วงกว้างกว่าตัวนาง
1.4 วงหน้า ทอดลำแขนให้โค้งไปด้านหน้า ปลายนิ้วชี้เข้าระดับปาก เช่นเดียวกัน
ทั้u3591 .ตัวพระและตัวนาง
1.5 วงบัวบาน หรือ วงหงาย เป็นวงพิเศษที่มีลักษณะไม่เป็นเส้นโค้ง กล่าวคือ
ท่อนแขนบน และล่าง และข้อมือ หักเป็นมุม ฝ่ามือที่ตั้งวงจะหงายขึ้น ปลายนิ้วจะชี้ออกด้านข้าง
( ท่าพรหมสี่หน้า ) หรือ ตกลงด้านล่าง ( ท่านางนอน)
2. จีบ คือการจรดปลายนิ้วหัวแม่มือที่ข้อแรกของปลายนิ้วชี้ นิ้วที่เหลือทั้งสามนิ้วกรีด
ออกไปด้านหลังให้มากที่สุด ส่วนสำคัญที่จะลืมไม่ได้ คือ ต้องหักข้อมือเข้าหาลำแขนทุกครั้ง แบ่งเป็น
2.1 จีบหงาย คือ การหงายมือจีบให้ปลายนิ้วชี้ตั้งขึ้นข้างบน
2.2 จีบคว่ำ คือ การจีบที่คว่ำมือลง ปลายนิ้วที่จีบชี้ลงเบื้องล่าง
2.3 จีบปรกข้าง คือการจีบที่หันปลายนิ้วที่จีบอยู่ในระดับแง่ศีรษะ
2.4 จีบหลัง หรือ จีบส่งหลัง คือ การทอดแขนไปด้านหลังให้ตึง มือที่จีบพลิก
หงายขึ้นด้านบน การจีบส่งหลังจะต้องส่งแขนออกไปด้านหลังให้มากที่สุด โดยไม่ลืมหักข้อมือเข้าหาลำแขน
2.5 ล่อแก้ว เป็นลักษณะมือพิเศษ โดยใช้ปลายนิ้วกลางขัดที่ข้อแรกนิ้วหัวแม่มือ
เป็นรูปวงกลม นิ้วที่เหลือเหยียดออกไปด้านหลัง พร้อมหักข้อมือเข้าหาลำแขน
3. ปาดมือ คือ กิริยาการใช้มือปาดเข้าหาลำตัวและออกจากลำตัว
3.1 ปาดมือแขนตึง คือ กิริยาของแขนข้างใดข้างหนึ่งตึง มือตั้งวงแล้วปาดมือ
เข้าหาลำตัว โดยกดปลายนิ้วชี้ลงเล็กน้อย (คล้ายหยิบจีบ)
3.2 ปาดมือแขนงอ คือ กิริยาของแขนข้างใดข้างหนึ่ง งอแขนมือตั้งวงแล้วปาด
เข้าหาตัว โดยใช้ส่วนข้อมือกับปลายนิ้วให้ลำแขนเคลื่อนเข้า – ออก โดยแขนงออยู่ตลอดเวลา
4. แทงมือ คือ กิริยาของมือที่สืบเนื่องมาจากการตะแคงมือ ตั้งมือ หรือหงายมือ ซึ่งใน
การแสดงชุดนี้มาจากการหงายมือ จากนั้นค่อย ๆ แทงปลายนิ้วออกไปด้านนอกลำตัวแล้วยกขึ้นเป็นมือตั้งวง
5. ส่ายมือ เป็นกิริยาเคลื่อนไหวของแขนและมือ แบ่งเป็น
5.1 ส่ายมือเดียว คือ กิริยาการตึงแขนด้านใดด้านหนึ่งโดยหงายท้องแขนให้ปลาย
นิ้วชี้ลงล่าง แล้วพลิกข้อมือกลับเป็นตั้งมือขึ้นวาดแขนดึงลงมาข้าง ๆ ลำตัว แล้วพลิกข้อมือหงาย ยกแขนขึ้น
เสมอไหล่อย่างเดิม ปฏิบัติติดต่อกันตามจังหวะ
5.2 ส่ายสองมือ คือกิริยาการตึงแขนทั้งสองด้านโดยแขนข้างหนึ่งตั้งมือ และ
แขนอีกข้างหนึ่งหงายมือ แขนตึงเสมอไหล่ ปฏิบัติเช่นเดียวกับการส่ายมือเดียว แต่ต้องสลับการขึ้นลงของมือ
และแขนให้สัมพันธ์กัน
ส่วนที่ 4 เท้า ประกอบด้วย
1. กระดกเท้า (นั่ง) คือ กิริยาสืบเนื่องจากท่านั่งคุกเข่า เมื่อกระดกจะต้องแยกเข่าออก
เล็กน้อย เช่น ถ้าจะกระดกเท้าขวาต้องแยกเข่าซ้ายออก จากนั้นถีบเข่าหรือส่งเข่าขวาออกไป แล้วหนีบน่อง
ให้ชิดต้นขามากที่สุด หักข้อเท้าให้ปลายเท้าตกลงเบื้องล่าง (น้ำหนักตัวจะอยู่กับขาข้างที่ไม่กระดก)
นอกจากการกระดกเท้า (นั่ง) แล้ว ยังมีการกระดกเท้า (ยืน) คือ การยืนด้วยเท้าข้างใดข้างหนึ่ง หันปลายเท้า
เฉียงออกด้านข้างเล็กน้อย ย่อเข่าลง จากนั้นถีบเข่า หรือส่งเข่าแล้วหนีบน่องให้ชิดต้นขามากที่สุด หักข้อเท้า
ให้ปลายเท้าตกลงเบื้องล่าง แบ่งเป็น
1.1 กระดกหลัง คือ อาการของเท้าที่กระดกไปข้างหลัง เมื่อมองจากข้างหน้า
จะไม่เห็นเท้าหลังที่กระดก การกระดกหลังส่วนใหญ่จะใช้กับการตั้งเข่า (ยืนเข่า) และท่ายืน
1.2 กระดกเสี้ยว คืออาการของเท้าที่กระดกอยู่ด้านข้างของลำตัว ถ้าจะกระดก
เสี้ยวด้วยเท้าขวา ให้ก้าวเท้าซ้ายไปด้านข้าง (ก้าวข้าง) แล้วกระดกเท้าขวาขึ้นไว้ข้าง ๆ ตัว หนีบน่อง ดันเข่าไป
ให้มากที่สุด หักข้อเท้าเข้าหาขา หากจะกระดกเสี้ยวในท่านั่ง ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับกระดกเท้าในท่านั่ง แต่
ถีบเข่าและกระดกเท้าให้อยู่ด้านข้างของลำตัว
2. ก้าวเท้า คือ การวางเท้าที่ยกลงสู่พื้น โดยวางส้นเท้าลงก่อน แล้วจึงตามด้วยปลายเท้า
ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปยังเท้าที่ก้าวให้หมด แบ่งเป็น
2.1 ก้าวหน้า หมายถึง การก้าวเท้าไปข้างหน้า โดยตัวพระจะต้องแบะเข่าออก
ให้ได้เหลี่ยม ปลายเท้าที่ก้าวจะเฉียงไปทางด้านข้างเล็กน้อย กะให้ส้นเท้าหน้าอยู่ในแนวเดียวกันกับหัวแม่เท้า
หลัง ห่างกันประมาณ 1 คืบ เท้าหลังเปิดส้นเท้า
2.2 ก้าวข้าง หมายถึง การก้าวเท้าเฉียงไปทางด้านข้างของเท้าที่ยก จะเป็นเท้า
ข้างใดก็ได้ ในขณะที่ลำตัวอยู่ด้านหน้า ตัวพระจะก้าวเฉียงออกจากด้านข้างให้มากกว่าก้าวหน้า สำหรับ
ตัวนางจะต้องกะปลายเท้าหลังกับส้นเท้าหน้า ให้อยู่ในแนวเดียวกันห่างกันประมาณหนึ่งคืบ น้ำหนักตัวอยู่ที่
เท้าข้างที่ก้าว
3. วางส้นเท้า คือ กิริยาของการวางเท้าด้วยส้นเท้า แบ่งเป็น
3.1 วางส้นเท้าอยู่กับที่ มักจะกระทำหลังจากการประเท้า ยกเท้า แล้ววางเท้าลง
ด้วยส้นเท้า ส่วนปลายเท้าเชิดไว้ หักข้อเท้าเข้าหาขาเสมอ
3.2 วางส้นเท้าเคลื่อนตัว คือ การก้าวเท้าข้างใดข้างหนึ่งไปข้างหน้า แล้วชักเท้า
อีกข้างหนึ่งตามไป วางส้นเท้าลงข้าง ๆ เท้าที่ก้าว หันปลายเท้าไปทางนิ้วก้อยเล็กน้อย ตามระดับเท้าที่ยื่น
ออกไป เข่าทั้งสองย่อลงพองาม การวางส้นเท้าชนิดนี้กระแทกลงไปได้บ้าง เมื่อกระแทกลงไปแล้วให้รีบยกเท้า
ขึ้นทันที เพื่อก้าวเท้าไปวางข้างหน้า
4. เหลื่อมเท้า คือ กิริยาของเท้าข้างใดข้างหนึ่งวางเหลื่อมกับเท้าข้างที่ยืน เช่น เหลื่อมเท้า
ขวา ขาข้างซ้ายจะเป็นข้างที่ยืนรับน้ำหนัก ส่วนเท้าขวาจะวางเหลื่อมจากเท้าซ้าย โดยวางส้นเท้าไว้กึ่งกลาง
ของเท้าซ้าย (บริเวณตาตุ่ม) ปลายนิ้วเฉียงไปทางนิ้วก้อย ถ้าเหลื่อมเท้าซ้ายจะปฏิบัติเช่นเดียวกัน
แต่เปลี่ยนข้าง
5. ย่ำเท้า คือ กิริยาของเท้าที่ย่ำลงกับพื้นทีละจังหวะ โดยน้ำหนักจะอยู่กับเท้าข้างที่ย่ำลง
ไป เช่น ย่ำเท้าขวาน้ำหนักจะอยู่ที่ขาขวา ในขณะที่เท้าซ้ายยกขึ้น พร้อมที่จะย่ำในจังหวะต่อไป
6. ซอยเท้า คือ การย่ำเท้าถี่ ๆ อยู่กับที่ โดยตำแหน่งของเท้าที่อยู่เสมอกัน ให้เคลื่อนตัวไป
ในทิศทางต่าง ๆ หรืออยู่กับที่
7. ยกเท้า คือ การยกที่สืบเนื่องมาจากการประเท้า การถอนเท้า หรือ การก้าวเท้า
โดยยกเท้าข้างใดข้างหนึ่งไว้เหนือพื้นให้ส้นเท้าสูงระดับเข่าข้างที่ยืน เท้าอีกข้างหนึ่งยืนเป็นหลัก ย่อเข่าลง
เล็กน้อย การยกเท้าของตัวพระและตัวนาง จะแตกต่างกันตรงที่ ตัวพระต้องแยกหรือแบะเข่าออกให้ได้เหลี่ยม
ส่วนตัวนางไม่แบะเข่า หักข้อเท้าเข้าหาขาและกระดกปลายนิ้วเท้าให้งอนขึ้นเล็กน้อย
8. ตั้งเข่า หรือ ยืนเข่า คือ กิริยาที่สืบเนื่องมาจากการนั่งคุกเข่า แล้วก้าวเท้าข้างหนึ่ง
ข้างใด พร้อมกับยกก้นขึ้น โดยที่เข่าอีกข้างหนึ่งยังอยู่ที่พื้น
9. ย่อ คือกิริยาของขาที่งอเข่าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้ ถ้าย่อทั้งสองขาต้อง
ทิ้งน้ำหนักตัวให้อยู่ตรงกลาง ไม่หนักไปข้างใดข้างหนึ่ง แล้วย่อเข่าลงตรง ๆ ลำตัวตรง ถ้าย่อขาซ้าย
จะต้องยกขาขวาขึ้นในท่ายืน แล้วย่อเข่าซ้ายลงพอประมาณ น้ำหนักตัวอยู่ที่ขาซ้าย ถ้าย่อขาขวา
ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันแต่เปลี่ยนข้าง
10. แตะเท้า คือกิริยาที่ยกเท้าข้างใดข้างหนึ่งให้ลอยพ้นจากพื้นเล็กน้อย แล้วใช้จมูกเท้า
แตะลงบนพื้นเบา ๆ
11. จรดเท้า คือกิริยาที่จมูกเท้าแตะลงบนพื้น โดยส้นเท้าจะลอยขึ้นจาu3585 .พื้นเล็กน้อย
สามารถปฏิบัติได้ทั้งในขณะที่ขาที่ยืนเหยียดตรงหรือย่อลง
12. นั่งบนส้นเท้า คือ กิริยาการนั่งให้ก้นอยู่บนส้นเท้า โดยที่หัวเข่าทั้งสองข้างลอยจากพื้น
น้ำหนักอยู่บนส้นเท้าทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน ถ้าเป็นตัวนางหัวเข่าชิดและเหลื่อมกันเล็กน้อย ส่วนตัวพระต้องกัน
เข่าออก
จากนาฏยศัพท์ทั้ง 32 คำที่ใช้ในรำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งประกอบด้วย
นาฏยศัพท์พื้นฐาน และนาฏยศัพท์เฉพาะที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถ้าผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจและฝึก
ปฏิบัติได้ด้วยตนเองแล้ว จะพบว่า การฝึกปฏิบัตินาฏศิลป์ชุดนี้มิใช่เรื่องยากอีกต่อไป และสามารถนำไปใช้ให้
เป็นประโยชน์กับการฝึกปฏิบัติการแสดงในชุดอื่น ๆ ได้อีกด้วย
หนังสืออ้างอิง
นาฏศิลป, วิทยาลัย. คู่มือประกอบการสอนวิชานาฏศิลป์ไทย ระดับนาฏศิลป์ชั้นต้น. กรุงเทพฯ:
หมวดวิชาละคร ภาควิชานาฏศิลป์ไทย,2539.
นุชนาฏ ดีเจริญและจิตติมา นาคีเภท. รายงานการวิจัยเรื่องรำกลองยาวของอำเภอศรีสำโรง จังหวัด
สุโขทัย. คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร,2545.
ผุสดี หลิมสกุล. “แนวทางการฝึกหัดนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น” ใน เอกสารประกอบการสอนวิชาทักษะ
นาฏยศิลป์ไทย. ภาควิชานาฏยศิลป์. กรุงเทพ: คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2537.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์,
2546.
เรณู โกศินานนท์. นาฏยศัพท์- ภาษาท่านาฏศิลป์ไทย.กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2544.
วีระชัย มีบ่อทรัพย์. คู่มือประกอบการสอนรายวิชา นาฏศิลป์โขน (พระ) ชั้นต้นปีที่ 1 นท.011และ
นท.012. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ,
2545.
ศิลปากร,กรม. รวมงานนิพนธ์ของนายอาคม สายาคม ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ กรมศิลปากร.
พิมพ์ครั้งที่ 2 .กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977), 2545.

 

 

ที่มา : รองศาสตราจารย์นุชนาฏ ดีเจริญ

ข่าวเมื่อ : 15 Jun 10 / 13:33

โดย : หน่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร